posted on 15 Mar 2008 11:27 by wongmalatorn-say in Hinduism
เมื่อเวลาผ่านไปตามกำหนดแห่งโลก พระคเณศได้ให้กำเนิดพระโอรสสองพระองค์ พระนางสิทธิให้กำเนิดพระโอรสนามว่าพระเกษม ส่วนพระแม่พุทธิให้กำเนิดพระโอรสนามว่าพระลาภในขณะที่พระคเณศทรงมีความสุขนั้น พระโอรสของพระศิวะเทพเสด็จกลับภายหลังที่ได้เดินทางรอบโลกมาแล้ว ณ ที่นั้นเอง พระกุมารทรงได้รับคำบอกเล่าจากฤษีนารัทว่า
“ข้าพเจ้าได้กล่าวคำสัตย์จริง ไม่ได้โกหก ข้าพเจ้าไม่ได้มีความหลอกลวง หรือเป็นคู่ปรับของพระองค์ อะไรที่พระศิวะเทพและพระแม่ปารวตีพระบิดาพบระมารดาของพระองค์ทำ ยังไม่เคยปรากฏว่า มีบุคลคลในโลกเคยกระทำมาก่อน นี่เป็นความสัตย์จริง ภายหลังจากที่ได้ขับไล่พระองค์ให้ออกเดินทางไปรอบโลก พระองค์ทั้งสองได้จัดงานพิธีมงคลแต่งงานให้กับพระคเณศกับพระชายาสองพระองค์ ผู้ซึ่งเป็นพระธิดาผู้เลอโฉมของกษัตริย์ประชาปติ วิศวรูป อันโลกทั้งหมดที่ประกอบด้วยมหาสมุทรและป่าเขา แม้พระองค์จะได้เดินทางผ่านมาแล้วตามพระบัญชาจากพระบิดา ข้าแต่พระกุมารนี่คือผลลัพธ์ของเรื่องนั้น
ข้าแต่พระกุมาร ขอให้พิจารณา ถ้าหากบิดามารดาเริ่มการโป้ปดหลอกลวงหรือผิดปกติ ถ้าเทพเจ้าของเราทรงเริ่มจากการหลอกลวง แล้วคนอื่นๆ นั้นเล่าจะไม่หลอกลวงกระนั้นหรือ อันพระบิดาและพระมารดาของพระองค์นั้นปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขอให้พิจารณาในเรื่องนี้ สำหรับข้าพเจ้าไม่คิดว่าการกระทำของทั้งสองพระองค์จะถูกต้องนัก ถ้าหากว่ามารดาได้ให้บุตรของนางดื่มยาพิษ ถ้าหากว่าบิดาได้จำหน่ายบุตรของเขา และถ้าหากกษัตริย์จะริบทรัพย์สมบัติราษฎรของพระองค์ จะนับว่าควรแก่การสรรเสริญอีกกระนั้นหรือ ข้าแต่พระกุมาร บุคคลผู้มีความฉลาดจะไม่มองดูพาะใบหน้าของผู้คนผู้ได้ประกอบกิจอันเป็นอันตราย”ดังนั้น เมื่อพระสกันท์ทรงแสดงความเคารพต่อพระบิดาพระมารดาแล้ว พระองค์ผู้มีความโกรธ ได้เสด็จไปสู่ยังเทือกเขากราญจะ แม้พระบิดาพระมารดาจะห้ามปรามเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล พระกุมารกล่าวว่า
“ข้าแต่พระบิดา ข้าแต่พระมารดา ข้าพเจ้าจะไม่อยู่ในที่ซึ่งข้าพเจ้าถูกหลอกลวง และไม่ให้ความรักแก่ข้าพเจ้า”
จากวันนั้นจนกระทั่งทุกวันนี้ นักรบแห่งสวรรค์ทรงประทับอยู่ที่แห่งนั้น ทรงขจัดบาปของคนทั้งหมดด้วยพระอำนาจของพระองค์ และพระองค์ยังรักษาพรหมจรรย์อยู่เสมอ อันพระนามของพระองค์นำมาซึ่งความเป็นมงคลในโลก มันเป็นสิ่งใหญ่ในสามโลก มันขจัดซึ่งบาปทั้งหมด ให้คุณงามความดีและให้ความเป็นอิสระพ้นจากห่วงกรรมได้ ในเดือนการัตติก เทพเจ้า เหล่าฤษีแห่งสวรรค์ และนักพรตยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างได้มีโอกาสเฝ้าพระกุมารยังเทือกเขาแห่งนี้ ผู้ใดได้พบเห็นพระกุมารในเดือนการัตติก ย่อมได้รับซึ่งผลบุญอันขจัดบาปทั้งหมด ผลบุญนั้นยังความปรารถนาไว้ทุกประการ
พระแม่ปารวตี ทรงเศร้าโศกเสียพระทัยที่พระกุมารต้องจากไป พระนางทรงกราบทูลพระสวามีว่า
“ข้าแต่เทวะ ขอให้เราเสด็จไปเยือนพระกุมารด้วยเถิด”
พระศิวะเทพทรงเสด็จไปยังเทือกเขาแห่งนั้น เพื่อให้พระมเหสีทรงมีความสุข พระองค์ทรงแปลงร่างเป็นชโย ติรลิงค มีพระนามว่าพระมัลลิการชุน จนกระทั่งบัดนี้พระศิวะเทพทรงอยู่ที่นั่นพร้อมด้วยพระนางปารวตีด้วยความพอใจ และเป็นที่พอใจต่อผู้เคารพบูชาทั้งหลาย เพราะพระองค์ทรงเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งการบูชา เมื่อพระราชบุตรทรงทราบว่าพระศิวะเทพทรงเสด็จมาพร้อมกับพระแม่ปารวตี พระกุมารยังทรงน้อยพระทัยและปรารถนาที่จะเสด็จไปยังที่แห่งอื่น แต่ด้วยการขอร้องจากเทพและฤษีทั้งหลาย พระกุมารจึงพำนักอยู่ แต่อยู่ห่างไกลไปอีก สามโยชน์
ทุกวันพระจันทร์เต็มดวงและในวันขึ้น 1 ค่ำ พระแม่ปารวตีและพระศิวะเทพ พระผู้มีความรักเอ็นดูต่อพระกุมารจะเสด็จไปเยือนที่แห่งนี้ประจำ
แต่บางปุราณะอื่นกล่าวกันว่าพระสกันท์ทรงมีพระชายาสองพระองค์เท่ากับพระคเณศ คือพระนางเทวเสนา (นางเกามารี) และอีกพระนางหนึ่งของพระนางวัลลี ซึ่งเป็นเจ้าหญิงของชาวลังกา โดยปักหลักอภิเษกทีริมฝั่งแม่น้ำ
มานิก ซึ่งต่อมาเรียกนิคมแห่งนี้ว่า กรรติเกยะคาม หรือ กะระตะคาม คนพื้นเมืองเชื่อว่าพระสกันท์และพระนางวัลลีเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน โดยที่อินเดียจะมีพิธีบูชาพระองค์ขึ้น ในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 (จิตรมาส) พิธีเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โลหะอภินิหาร ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระองค์โดยตรงในฐานะที่พระองค์เป็นชาตินักรบมาตั้งแต่เยาวว์วัยอันศิวะปุราณะที่ว่าด้วยกำเนิดพระคเณศนี้ ผู้ได้รับฟังเรื่องนี้จะหลุดพ้นจากบาปทั้งหมด เป็นมหามงคลยิ่งใหญ่ มิควรมีข้อสงสัยในเรื่องนี้เลย ผู้ถือกำเนิดในวรรณะพราหมณ์จะได้รับอำนาจความรู้แห่งพระเวท วรรณะกษัตริย์ก็จะได้รับซึ่งชัยชนะ พวกวรรณะไวศยะก็จะมั่งคั่งสมบูรณ์ ส่วนวรรณะศูทรก็จะได้รับความดียิ่งใหญ่เช่นกัน ผู้หายเจ็บป่วยจะหายจากโรคร้าย ผู้ขลาดกลัวจะหลุดพ้นจากวิสัยนี้ จะไม่มีวิญญาณ ภูติ ปิศาจใดทำอันตรายได้ มันนำมาซึ่งความหลุดพ้นจากบาป ความเศร้าหมอง และนำมาซึ่งชื่อเสียงและความผาสุขสมบูรณ์ มีชีวิตอันยืนยาว และได้ขึ้นสวรรค์ มีทายาทที่ดีในการสืบสกุลไปตลอดกาลนิรันดร์ (คัดลอกลำนวนจากหนังสือ 108 เทพแห่งสรวงสวรรค์ ฉบับ คเณศปกรณัม)
posted on 15 Mar 2008 10:54 by wongmalatorn-say in Hinduism
พระแม่ปารวตีและพระศิวะเทพทรงให้ความรักและความเอ็นดูต่อพระโอรสทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง ความผาสุกของพ่อแม่ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ที่ได้เห็นพระโอรสและพระสกันท์และพระคเณศมีความสุข สนุกสนานและร่าเริงพระโอรสทั้งสองนั้นได้รับใช้บูชาต่อพระบิดามารดา อุปมาความรักและห่วงใยเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ดังเช่นพระจันทร์ในข้างขึ้นของเดือน
ครั้งหนึ่งพระบิดาและพระมารดาทรงได้ปรึกษาหารือกันว่า เขาทั้งสองเจริญพระชันษาและถึงว่าเสกสมรสมีคู่ครอง สมควรที่จะทำพิธีสยุมพรให้กับพระโอรสทั้งสองได้แล้ว พระการติเกยะทรงเป็นโอรสสุดที่รักเสมอด้วยพระคเณศ เมื่อคิดดังนี้แล้วทั้งสองพระองค์ทรงวิตกเช่นเดียวกับทรงยินดี เมื่อทราบข่าวว่าพระบิดาและพระมารดามีจุดประสงค์ดังนี้ ทำให้โอรสทั้งสองพระองค์กระหายที่จะได้อภิเษกสมรสมีพระชายา
“ข้าจะแต่งงาน ข้าจะแต่งงาน” ทรงกล่าวดังนี้ แม้ว่าจะเจริญวัยเพียงใด แต่ทั้งสองพระองค์ต่างทรงทะเลาะและมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง จนวันหนึ่งพระบิดาและพระมารดาทรงเรียกพระโอรสทั้งสองเข้ามา และทรงตรัสว่า
“โอ้ โอรสอันเป็นที่รักทั้งสอง เรามีความยินดีมากที่จะกล่าวกับเจ้า ขอให้รับฟัง เราจะกล่าวกับเจ้าถึงความยิ่งใหญ่ เมื่อเจ้าทั้งสองเป็นโอรสของเราจึงมีค่าเท่ากับดวงเนตร ความรักที่เรามีต่อเจ้านั้นไม่มีข้อแตกต่างกัน ดังนั้นสถานการณ์ ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อไปนี้จะบังเกิดผลดีต่อเจ้าทั้งสอง เราจะตั้งกฏเกณฑ์ขึ้นเพื่อคัดเลือก อันการอภิเษกสมรส ซึ่งเป็นมงคลพิธีจะจัดขึ้นให้กับพระโอรสผู้ซึ่งได้กลับมาถึงที่นี่เป็นคนแรก หลังจากที่ได้เดินทางรอบโลกมาแล้ว”
เมื่อได้รับฟังคำตรัสของพระบิดามารดา พระสกันท์พระกุมารผู้ทรงพลัง ได้ทรงมยุเรศเทวพาหนะออกเดินทางโดยทันที จากจุดที่กำหนดเพื่อที่จะเดินทางรอบโลก
พระคเณศ พระผู้ทรงมีปัญญาเลิศ ทรงยืนนิ่งเฉยอยู่ที่นั่น ภายหลังจากที่ได้ตรึกตรองในพระทัยของพระองค์ด้วยปัญญาอันยิ่งใหญ่ หลังจากที่คิดได้ดังนั้นแล้ว พระคเณศได้ประกอบพิธีกรรมอาบน้ำชำระร่างกายและกลับมายังที่ประทับ ต่อมาพระองค์ได้กราบทูลต่อพระบิดาและพระมารดาว่า“สำหรับการกราบไหว้บูชาต่อพระองค์ทั้งสอง ข้าพเจ้าได้จัดที่นั่งทั้งสองไว้ ณ ที่นี่แล้ว ขอทรงโปรดประทับด้วยเถิด ข้าแต่พระบิดาพระมารดา ขอให้ความประสงค์ของข้าพเจ้าเป็นผลสำเร็จด้วยเถิด”เมื่อได้รับฟังคำทูลขอของพระโอรสดังนี้ พระแม่ปารวตีและพระศิวะเทพทรงเสด็จไปประทับนั่งบนอาสนะ เพื่อรอรับการกราบไหว้บูชา ทั้งสองพระองค์ได้รับการกราบไหว้บูชาจากพระคเณศ พระองค์ทรงเดินจงกรมรอบพระบิดามารดาเป็นจำนวน 7 หน และกราบเคารพ 7 ครั้งด้วยพระองค์ทรงพนมมือไหว้และกล่าวสรรเสริญพระบิดาพระมารดาด้วยความเคารพรักพระคเณศพระผู้มีปัญญากว้างไกลดังมหาสมุทรทรงกราบทูลว่า ข้าแต่พระบิดา ข้าแต่พระมารดา ขอให้พระองค์โปรดรับฟังคำของข้าพเจ้าก่อน พิธีการอภิเษกสมรสอันเป็นมงคลของข้าพเจ้าจะต้องจัดขึ้นโดยเร็ว”เมื่อรับฟังคำทูลของพระคเณศ พระบิดามารดาทรงตรัสตอบว่า เจ้าจะต้องเดินทางรอบโลกที่เต็มไปด้วยป่าเขา พระกุมารผู้เป็นพระเชษฐาได้ออกเดินทางไปแล้ว เจ้าจะต้องเริ่มต้นเดินทางและกลับมาให้ได้เป็นคนแรกตามกฏที่เราตั้งไว้เท่านั้น เมื่อไหร่ที่เจ้าได้เดินทางรอบโลกอันยิ่งใหญ่นี้ อันโลกที่ประกอบไปด้วย 7 คาบสมุทรและประกอบด้วยป่าไม้กว้างใหญ่ถึงจะมีสิทธิ์ในการอภิเษกครั้งนี้”เมื่อได้รับฟังคำของพระบิดาพระมารดาเช่นนี้ พระคเณศผู้ทรงปัญญาได้รีบทูลต่อพระองค์ว่า
“ข้าแต่พระมารดา ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทั้งสองเป็นผู้ฉลาดรอบรู้และเป็นผู้มีความดียิ่งใหญ่ ด้วยเหตุนี้พระองค์จะต้องรับฟังคำอันเป็นความจริงของข้าพเจ้านี้ ด้วยการกราบไหว้บูชาต่อพระองค์ พระแม่ปารวตีและพระศิวะเทพ ข้าพเจ้าได้ใช้ปัญญาเดินทางรอบโลก อันประกอบด้วยมหาสมุทรยิ่งใหญ่ มันไม่ใช่บทบัญญัติของพระเวททั้งหมดหรือพระศาสตร์ทั้งหมด หรืออันคำศักดิ์สิทธิ์ก็จริงอยู่ บุคคลผู้ใดได้กราบไหว้บูชาต่อบิดามารดาของเขาและได้เดินประทักษิณรอบบิดามารดาจะได้รับผลบุญเทียบเท่ากับการได้เดินทางรอบโลก เขาผู้ใดได้ละทิ้งซึ่งบิดามารดาที่บ้าน และไปแสวงหาส่วนบุญย่อมจะได้รับผลบาปเทียบเท่ากับสังหารบิดามารดา อันสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลูกนั้นประกอบด้วย พระบาทแห่งบิดามารดา ความจริงแล้วสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นมงคลอยู่ในบ้านนั่นเอง หากผิดจากสัจจะนี้ การกระทำนั้นย่อมเป็นการหลอกลวง แม้พระเวทก็จะกลายเป็นสิ่งหลอกลวงไปด้วย ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ขอพระองค์จัดพิธีอภิเษกสมรสอันเป็นมงคลแก่ข้าพเจ้าโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นแล้ว พระเวทและพระศาสตร์ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นสิ่งหลอกลวงขอให้เรื่องจริงทั้งหมดนี้ ได้รับการกล่าวขานไปชั่วกาลนาน”
เมื่อได้รับฟังคำพูดของพระคเณศผู้ทรงปัญญาดังนี้ พระแม่ปารวตี พระศิวะเทพ พระผู้เป็นใหญ่แห่งจักรวาลทรงแปลกพระทัยมาก ทั้งสองพระองค์ทรงตรัสชมเชยต่อพระโอรสของพระองค์ว่าเป็นผู้มีสติปัญญายิ่งใหญ่ และตรัสต่อไปว่า“โอ้ลูกรัก เจ้าเป็นผู้ที่เยี่ยมยอดและมีปัญญาเป็นเลิศ อันสิ่งใดที่เจ้าได้กล่าวมานั้นย่อมเป็นความจริงแน่แท้อย่างมิต้องสงสัย อุปมาดั่งเมื่อโชคร้ายได้เดินทางมาถึง ถ้าบุคคลหนึ่งนั้นมีปัญญาเป็นเลิศ ความโชคร้ายนั้นก็จะถูกกำจัดไปได้ด้วยปัญญา เฉกเช่นความมืดถูกขับไล่จากความสว่างแห่งพระสุริยะ ฉะนั้นผู้งที่มีความฉลาด จะมีพลังที่ยิ่งใหญ่ ส่วนผู้ไร้ซึ่งปัญญา ถึงจะมีความแข็งแกร่งดังราชสีห์ผู้เป็นใหญ่ก็ย่อมหมดความหมาย เพราะราชสีห์นั้นถูกบาศก์ของนายพรานได้ อะไรก็ตามที่ได้กล่าวไว้ในพระเวท พระศาสตร์ และพระปุราณะทั้งหมด ที่ท่านได้ประกอบขึ้นมาแต่โบราณนั้นเป็นความจริง เราขอนับถือเรื่องนี้”หลังจากที่ได้ชมเชยพระคเณศ พระผู้มีปัญาญาดั่งพระสมุทร พระแม่ปารวตีและพระศิวะเทพได้จัดพิธีการอภิเศกสมรสให้กับพระคเณศโดยทันที
ในเวลาเดียวนั้นเอง พระปชาปติ วิศวรูป ทรงมีพระธิดาสองพระองค์ ผู้มีความงามเป็นเลิศ นางทั้งสองมีชื่อว่าพระนางสิทธิและพระนางพุทธิ นางทั้งสองมีรูปโฉมงดงามมาก พระองค์ทรงปิติยินดีและมีความสุขเมื่อทรงทราบความประสงค์แห่งพระมหาเทวะ พระศิวะเทพและพระแม่ปารวตีทรงจัดงานอภิเษกสมรสให้แก่พระคเณศกับวกพระธิดาทั้งสององค์ของพระวิศวรูป พวกเทพและฤษีต่างมาในพิธีสมรสนี้ตามพระบัญชาแห่งพระศิวะและพระแม่ปารวตีด้วยความชื่นชมยินดี พระวิศวกรรมทรงจัดสร้างสิ่งต่างๆเพื่อพิธีสมรสนี้ พระคเณศฉลองพระองค์อย่างสง่างาม พิธีอภิเษกสมรสนี้เต็มไปด้วยความสุข ความยินดีจนไม่สามารถที่จะพรรณนาได้
posted on 05 Feb 2008 09:12 by wongmalatorn-say in Hinduism
ใน ศรีมัทเทวีภัควัต ปุราณะ พระศรีนารายัณทรงตรัสว่าพระนางสรัสวดีเสด็จมายังไวกุณฑะเนื่องในวันวสันตะปัญจมี อันเป็นเทศกาลบูชาของพระนางเธอ ทรงเสด็จมาครั้งนี้เพื่อเผยถึงความหมายในการกราบไหว้บูชาพระนางให้ได้พรสูงสุด
พระนางสรัสวดีจะต้องได้รับการกราบไหว้บูชา ในวันขึ้น 5 ค่ำเดือนมาฆะ ซึ่งเรียกว่าวสันตะปัญจมี ผู้บูชาภายหลังที่ได้ประกอบกิจกรรมส่วนตัวในตอนเช้าแล้ว จะต้องจัดหาหม้อทองเหลืองมาวางไว้ที่หน้าประตูทางเข้า ในครั้งแรกเขาต้องกราบไหว้บูชาต่อพระคเณศวรก่อน ต่อมาจึงประกอบพิธีบวงสรวงบูชาต่อเทวรูปพระแม่ ด้วยการถวายของบวงสรวงพิธี โศทโศปจร (Shodashopochar) ด้วยการถวายการกระทำถวาย 16 อย่างต่อเทวรูป หลังจากการกล่าวสวดมนตร์ถวายต่อพระสรัสวดีเป็นการประสทัม (Prasadam) ผู้บูชาจะต้องถวายน้ำมันเนย นมเปรี้ยว เนยสด น้ำผึ้ง นม งา ขนมหวานที่ทำจากแป้ง(ลัททุ) น้ำตาลอ้อย มะพร้าว ลูกเกด กล้วย ฯลฯ การจัดมาถวายนี้ต้องแจกจ่ายผู้มาร่วมงานพิธีนี้โดยทั่วกัน และที่สำคัญ ผู้บูชาจะต้องสวดมนต์ว่า “นโม เทวเย สรัสวัตเย” ข้าพเจ้าขอน้อมกราบต่อพระแม่สรัสวดี มนต์บทนี้สามารถให้ความสำเร็จดั่งความต้องการของผู้บูชาทั้งหลาย พระวิษณุเทพทรงตรัสต่อท่านฤษีนารัทว่า
“ โอ่ ฤษี อันมนตร์ 8 ตัวบทนี้ข้าได้มอบต่อให้ฤษีภฤคุ ผู้ที่ได้มอบต่อไปยังพระศุกราจารย์ และพระศุกร์ได้มอบต่อให้ท่านฤษีพฤหัสบดี ท่านมีความพึงใจทากต่อการกราบไหว้บูชา ชรัต กรุ (Jarat Kuru) ได้สังสอนมนตร์บทนี้ไปยังปวงมนุษย์เพื่อเป็นสาธารณะกุศล บุคคลใดที่ได้กล่าวมนต์นี้เป็นจำนวน 4 แสนครั้งโดยไม่มีการหยุดพักเลย จะเพิ่มพูนบารมี มีพลังอำนาจในตนเองมากขึ้น ในบั้นปลายแห่งชีวิตผลบุญจะนำเขาไปยังสู่สถานที่อันสูงสุด และได้พบกับความสุขที่แท้จริง
ในกาลครั้งหนึ่งฤษียัคยะ วัลกยะ ถูกสาปแช่งจากอาจารย์ของเขาให้สูญเสียความรู้ ความฉลาดจนหมดสิ้น เขาได้แต่โศกเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาเริ่มต้นด้วยการกราบไหว้บูชาต่อพระอาทิตย์ว่าการเป็นเทพเจ้าแห่งแสงสว่างและให้ความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
ท่านฤษีได้ประกอบพิธีกรรมสมาธิบูชาต่อพระอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พระอาทิตย์ทรงโปรด จนในที่สุดเทพเจ้าพระองค์นี้ทรงปรากฏองค์ให้เห็น ท่านฤษีได้กราบทูลเรื่องราวความทุกข์โศกเศร้าของท่าน เทพเจ้าทรงแนะนำการกราบไหว้บูชาต่อพระแม่วาจเทวี (Vak Devi) และทรงมอบมนต์อันวิเศษให้ไว้แก่ท่านฤษีว่า “นโม เทวเย สรัสวัตเย” ท่านได้กล่าวเตือนท่านฤษีว่า
“โอ่ ฤษี หลังจากที่ท่านได้ท่องสวดมนต์นี้แล้ว ให้ตามด้วยการท่องมนตร์โคลงต่อไปว่า
กฤปัม กุรุ ชคันมาตัช มาม เอวัม หัชเตชสัม /
กยานัม เทหิ สัมฤติ วัทยัม ศักติ เทหิ นมัสวินิ //
ข้าแต่พระม่ ขอทรงส่งแสงพระเมตตาของพระองค์มาสู่ข้าพเจ้า ผู้ขาดความสุกสว่าง เต็มไปด้วยความทุกข์เศร้าหมอง ข้าแต่พระแม่ผู้ทรงกำหนด! ขอทรงโปรดต่อข้าพเจ้าอีกครั้ง ช่วยเพิ่มพูนความรู้ ความฉลาด ความทรงจำที่ดีทั้งหลาย และขอให้ข้าพเจ้ามีสุขภาพพลานามัย มีจิตใจที่ดีสมบูรณ์ด้วยเถิด”
เมื่อพระอาทิตย์เสด็จจากไป ท่านฤษียัคยะ วัลกยะมีความยินดีมากได้ตระเตรียมตัวเดินทางไปยังป่าทึบแห่งหนึ่งเพื่อประกอบพิธีบวงสรวงพระแม่ หลังจากที่ได้สวดมนตร์ตามที่พระอาทิตย์สั่งกำชับไว้เป็นเวลายาวนานโดยที่ท่านไม่ยอมพักดื่มน้ำหรือกินอาหารใดๆ เลย แม้ว่าท่านจะต้องทนทรมานกายอย่างหนักเพื่อบูชาด้วยจิตที่ตั้งมั่นดีแล้ว วันหนึ่งพระแม่ได้ปรากฏกายต่อหน้าท่านฤษี พระนางทรงประทานพรให้กับฤษีตามที่ต้องการ“นับจากนี้ ขอให้ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านกวีนิพนธ์ มีความรู้และมีปัญญาเป็นเลิศ”กล่าวกันว่า พระแม่ที่แท้จริงนั้นมีหลายรูปลักษณ์ ผู้หวังซึ่งพระเมตตาขอพระนางสรัสวดีเพื่อความรู้ ความฉลาดจะต้องทำการกราบไหว้บูชาต่อพระแม่ในรูป พระนางสรัสวดีเท่านั้น.
(คัดลอกสำนวนจากหนังสือ 108 เทพแห่งสรวงสวรรค์ 2 ของธนกร พันธ์บุญเกิด)
posted on 05 Feb 2008 08:59 by wongmalatorn-say in Hinduism
พระพรหม ทรงเป็นผู้กล่าวถึงคุณงามความดีแก่การทำบุญอุทิศทาน ซึ่งนับได้ว่าเป็นสิ่งประเสริฐกว่าการกระทำใดๆ ทั้งหมด การทำบุญอุทิศทานนั้น หมายถึงการแบ่งปันด้วยเงินทอง ข้าวของด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีความเมตตาสงสารต่อบุคคลผู้มีความต้องการและเดือดร้อนในสิ่งของเหล่านั้น เพื่อให้เขาได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานแห่งธรรมชาติ การทำบุญอุทิศทานนั้น นำมาซึ่งความผาสุขในโลกนี้และโลกหน้า เป็นอิสรภาพหลุดพ้นจากบาป คนที่จะนำสิ่งของเงินทองมาทำบุญจะได้รับซึ่งผลบุญ เมื่อสิ่งของเหล่านั้นได้มาโดยสุจริต คนในวรรณะพราหมณ์ ทำมาหาเลี้ยงชีวิตด้วยการสั่งสอน ให้คำแนะนำต่อผู้ทุกข์ร้อนในเรื่องแห่งพระเวท การประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนาคนในวรรณะกษัตริย์ มีหน้าที่ปกครอง ดูแลประชากร และให้การทำนุบำรุงต่อศาสนา ประกอบซึ่งพิธีกรรมทางศาสนา อุทิศทานคนในวรรณะ ไวศยะ ประกอบอาชีพด้วยการทำกสิกรรม อุตสาหกรรม ทำพิธีบวงสรวงและช่วยเหลือต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน คนในวรรณะ ศูทร มีหน้าที่คอยรับใช้คนทั้งหลาย
การให้ทานต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน จะต้องเป็นสาตัตวิกทาน (ทานอันเป็นสิ่งบริสุทธิ์) การบำเพ็ญอุทิศทานถวายสิ่งของต่อคนทั้งหลายมีอยู่ 4 แบบ คือ 1. นิตยทาน (การทำทานเป็นกิจวัตรทุกๆ วัน)2. ไมมิตติกะทาน (การทำทานโดยบังเอิญ)3. กามยะทาน (การทำทานโอกาสพิเศษ)4. วิมลทาน (การทำทานโดยบริสุทธิ์ใจ) นิตยะทานคือการอุทิศมอบสิ่งของบางอย่างหรือเงินทองต่อพราหมณ์ นักพรต ผู้ที่ไม่ได้ให้สิ่งของใดเป็นการตอบแทนแต่อย่างใด การทำทานนี้จะกระทำได้ทุกๆวัน โดยไม่หวังผลตอบแทนแต่อย่างใดไมมิตติกะทาน คือการให้ทานที่ทำขึ้นด้วยความสงสารที่เกิดขึ้นต่อการเห็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน อันเกิดจากความสงสาร เมตตาของผู้ให้มีจิตใจอันสูงส่งกามยะทานคือการทำทานในโอกาสพิธี ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ เช่นในวันเกิด วันขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ ด้วยต้องการให้เกิดเป็นผลสำเร็จ ความมั่งคั่งสมบูรณ์ เพื่อให้ได้รับซึ่งบุตรหลานที่ดี หรือเพื่อผลบุญที่จะส่งยังสู่สวรรค์ในภายภาคหน้าวิมลทานคือการทำทานต่อบุคคลอื่น ด้วยมีความรู้แห่งพราหมณ์ ด้วยดวงจิตอันบริสุทธิ์ เพื่อให้เป็นที่พอพระทัยแห่งเทพเจ้า และนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล บุคคลที่อุทิศทานให้ซึ่งที่ดินที่อุดมสมบูณ์ด้วยต้นอ้อย ข้าวโพด ข้าวสาลี ผลไม้ ต่อพวกนักพรตเพื่อให้เขาได้เก็บสิ่งของเหล่านั้นกินเพื่อเป็นทานแล้ว เขาผู้นั้นจะได้รับซึ่งผลบุญ คือจะไม่ต้องมาเวียนว่ายตายและเกิดในโลกมนุษย์อีกต่อไป นับว่าเป็นผลบุญอันยิ่งใหญ่การให้ซึ่งวิทยาทานต่อพวกพราหมณ์ ผู้ให้จะได้รับซึ่งผลบุญในการได้ไปยังสู่พรหมโลก ด้วยความผาสุขอยู่ ณ ที่แห่งนี้เป็นเวลายาวนาน ผู้ที่มีความรู้จะประกอบซึ่งการอดอาหารในวันเพ็ญเต็มดวง และให้ทานด้วยน้ำผึ้ง เนย งา อาหาร ต่อพราหมณ์พร้อมกับการได้รับการกราบไหว้บูชาต่อเทพเจ้าด้วยดอกไม้ ธูป เทียน และได้กล่าวคำต่อไปนี้ว่า“ข้าแต่พระธรรมราชา ขอทรงพระเมตตาด้วยเถิด ผลบุญจะทำให้เขาผู้นั้นหลุดพ้นจากบาปที่ร้ายแรงทั้งหมดไปในทันที”บุคคลผู้อุทิศทานด้วยข้าวสุกคลุกเนยต่อพราหมณ์ หลังจากที่ได้ถวายต่อเทพเจ้าแล้ว จะทำให้เขาหลุดพ้นจากความหวาดกลัว ต่อโรคภัยทั้งหลายได้บุคคลผู้ปรารถนาที่จะได้บุตรหลานไว้สืบสกุล จะต้องถวายสิ่งของต่างๆ ต่อพระอินทร์ก่อนที่จะนำอาหารเหล่านั้นมอบให้ผู้บูชาต่อพระวินายก ผู้ปรารถนาความสุขสำราญ จะต้องกราบไหว้บูชาพระจันทร์ (โสม)ผู้มีความต้องการซึ่งพลังแข็งแรง ต้องบูชาต่อพระพาย
บุคคลผู้ให้ทานด้วยน้ำเย็นต่อผู้ที่ที่มีความกระหาย จะได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่ ผุ้ให้ทานด้วยข้าวสุกจะได้รับซึ่งความผาสุขที่ไม่มีวันสิ้นสุด ผู้ให้ทานด้วยตะเกียงหรือแสงสว่างจะเป็นผู้ที่มีดวงตาอันแจ่มใสสะอาด บุคคลผู้ให้ทานด้วยบ้านที่อยู่อาศัย ต่อผู้เดือดร้อนจะได้ขึ้นไปยังสู่สวรรค์ ผู้ให้ทานด้วยเสื้อผ้าจะได้ขึ้นไปบังสู่จันทร์โลก ผู้ให้ทานด้วยพาหนะ จะได้ขึ้นไปสู่ยังศิวะโลก ผู้ให้ทานด้วยโค กระบือไว้ใช้งานจะได้ขึ้นไปยังสุริยโลก บุคคลผู้ทำทานด้วยการปกป้องกันคุ้มครองจะได้รับความมั่งคั่งสมบูรณ์ อนึ่งคนชั่วบาปช้า ผู้ทำการขัดขวางอุทิศถวายของเป็นทานแก่เทพและพราหมณ์หรือในการบวงสรวงบูชาไฟในพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว บุคคลเหล่านี้จะต้องอยู่ในการเวียนว่ายตายและเกิด รวมทั้งต้องเกิดใหม่ในชาติตระกูลแห่งสัตว์โลกผู้ต่ำต้อย
(คัดลอกสำนวนจากหนังสือ 108 เทพแห่งสรวงสวรรค์ 2 ของธนกร พันธ์บุญเกิด)
posted on 05 Feb 2008 08:53 by wongmalatorn-say in Hinduism
***
||
ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ||
||
ติสรา อธฺยาย ||
ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่ 3 (
บทที่ 3)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีพระราชาพระนามว่า พระเจ้าอุลกามุข(อุลฺกามุข) ทรงปกครองชมพูทวีปทั้งหมด พระองค์ทรงสามารถควบคุมกายใจของพระองค์ ทรงเที่ยงธรรม ทรงมีความรักภักดีในพระเป็นเจ้า และทรงเป็นผู้ที่มีสติปัญญาสูงยิ่ง พระองค์พระมเหสีที่งดงามเป็นอย่างยิ่งพระนามว่า พระนางสุนทรวทนา(สุนฺทรวทนา) ซึ่งทรงมีความจงรักภักดีอย่างสูงสุดต่อพระเจ้าอุลกามุข พระนางถวายการรับใช้ต่อองค์ราชาดั่งถวายต่อองค์พระนารายณ์ ทั้งสองพระองค์ได้ทรงประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาอยู่บ่อยครั้ง ณ ริมฝั่งน้ำ ด้วยความรักภักดีและความสุจริตใจ วันหนึ่ง ขณะที่สองพระองค์กำลัง กระทำพิธีสัตยนารายณ์บูชาอยู่นั้น พ่อค้าวาณิชผู้หนึ่งนามว่าสาธุ ได้นำเรือบรรทุกสินค้าและทรัพย์สมบัติผ่านมาพอดี
สาธุสังเกตเห็นองค์ราชาและมหารานีกำลังกระทำการบูชาอยู่ จึ่งนำเรือเข้าเทียบท่า
สาธุเข้าไปใกล้ทั้งสองพระองค์ครั้นแล้วก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความเคารพว่าทั้งสองพระองค์กระทำสิ่งใด พระราชาตรัสตอบว่า “
นี่แน่ะสาธุ มีอะไรเล่าที่จะจำเป็นยิ่งไปกว่าการรู้ว่าจริงๆแล้วตัวเราเป็นใคร สิ่งที่ดำรงอยู่รอบตัวเราทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตคือใคร และอะไรคือจุดหมายแห่งการมีชีวิตอยู่ของเราภายใต้จักรวาลอันไพศาลนี้ ความรู้อันเนื่องด้วยสัจธรรมสูงสุดนั้น ย่อมนำมาซึ่งสันติสุขในจิตใจ นำมาซึ่งความสุขและสุขภาพที่ดี สิ่งเหล่านี้จะส่งผลทำให้คนผู้นั้นแข็งแรงขึ้น มีพลังที่จะทำงานหนักและได้รับสิ่งจำเป็นทั้งปวงเพื่อการยังชีพ และไม่ช้าเราก็จะสามารถเป็นพ่อแม่ในอุดมคติของลูกหลาน ในที่สุดครอบครัวทั้งหลายก็จะมีความสุขสมบูรณ์ ข้าพเจ้าเชื่ออย่างจริงใจว่า โดยการกระทำพิธีสัตยนารายณ์บูชา เราจะได้รับสิ่งทั้งปวงที่กล่าวมานี้”
เมื่อนายวาณิชสาธุได้เรียนรู้เรื่องรายละเอียดต่างๆของการประกอบพิธีสัตยรายณ์บูชาแล้ว เขาเอ่ยขึ้นว่า “
กระหม่อมปราศจากความสุข เหตุเพราะกระหม่อมไม่มีบุตร กระหม่อมสัญญาว่า กระหม่อมจะประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาเป็นแน่ เมื่อกระหม่อมมีบุตร”
ครั้นแล้วสาธุจึงเดินทางกลับบ้าน และเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้ภรรยานามว่าลีลาวตีฟัง มินานนัก ขณะเมื่อลีลาวตีปรนนิบัติสามีของนางจากส่วนลึกของหัวใจ ประดุจดั่งถวายต่อองค์นารายณ์นั้น นางก็ได้ตั้งครรภ์ขึ้น ครั้นถึงเวลาที่เหมาะสมนางก็ให้กำเนิดบุตรสาวที่มีความงดงามน่ารักเป็นอย่างยิ่ง นามว่า กลาวตี
วันหนึ่ง ลีลาวตีเอ่ยถามสามีของนางว่า เมื่อไหร่เขาจะประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาตามที่สัญญาไว้ สาธุอิดเอื้อนเล็กน้อยแล้วตอบไปว่า เขาสัญญาว่าจะประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชา เมื่อกลาวตีแต่งงาน กลาวตีเติบโตขึ้นทุกวัน เมื่อเธอมีอายุได้สิบหกปี สาธุผู้บิดาตั้งใจจะจัดพิธีสยุมพร(แต่งงาน)ให้เธอกับพ่อค้าหนุ่มจากเมืองกานจน(กาจน)อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อพิธีสยุมพรผ่านพ้นไปแล้วสาธุและบุตรเขยก็ออกเดินทางไปค้าขาย เขาหลงลืมคำสัญญาไปเสียสิ้น โลกรอบๆตัวเขาหมุนวนไปด้วยเรื่องการค้าขายและเรื่องการหาเงินทองให้มากขึ้นเท่านั้น เขาเองมักกังวลว่าทำอย่างไรที่จะหาเงินทองมาเพิ่มอีก และทำอย่างไรที่จะปกป้องเงินทองที่หามาได้ ด้วยความกลัดกลุ้มสาธุได้ลืมการนอนหลับในยามราตรีไปเสียแล้ว วันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินทางมาค้าขายในเมืองซึ่งปกครองโดย พระเจ้าจันทรเกตุ(จนฺทฺรเกตุ) สาธุและบุตรเขยมองเห็นหัวขโมยสองคนวิ่งมาพร้อมด้วยเพชรพลอยจำนวนมากซึ่งถูกขโมยมาจากพระราชวัง และกำลังถูกไล่ตามมาโดยทหารหลวง เมื่อจวนตัวขโมยทั้งคู่ก็โยนเพชรนิลจินดาทั้งหมดไว้เบื้องหน้าสาธุและบุตรเขย แล้วก็วิ่งหนีไปโดยเร็ว เมื่อทหารที่ติดตามมาเห็นเพชรพลอยกองอยู่หน้าคนทั้งสอง ก็คิดว่าสาธุและบุตรเขยเป็นผู้ขโมยเครื่องประดับเหล่านั้น ทหารจึงจับกุมคนทั้งคู่และนำตัวไปยังท้องพระโรง พระเจ้าจันทรเกตุได้มีพระบัญชาให้ยึดเครื่องประดับและบรรดาทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดของทั้งสองคน แล้วจึงให้จำคุก กล่าวถึงลีลาวตีและกลาวตี เมื่อสามีของทั้งสองของนางหายไปก็ได้รับความยากแค้นลำบากอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีหนทางแล้วสองแม่ลูกจึงต้องขอทานอาหารเพื่อยังชีพ ทั้งสองรู้สึกอึดอัดทุกข์ทรมานใจ และยังต้องทนทุกข์ด้วยความหิวโหยรวมทั้งความเจ็บป่วยอันเกิดแต่จิตใจที่ย่ำแย่ วันหนึ่ง ขณะที่กำลังขอทานอาหารที่หน้าบ้านพราหมณ์ผู้หนึ่ง ทั้งคู่ก็ได้เห็นพราหมณ์เจ้าของบ้านกำลังประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชา ในบัดดลนั้นเองทั้งคู่ก็บังเกิดความสงบและความสุขในใจ เพราะการประจักษ์แจ้งถึงความจริงสูงสุด คือองค์สัตยนารายณ์ ทั้งคู่ได้ร่วมประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาในทันที ด้วยความสันติในจิตใจ ด้วยการประจักษ์แจ้งตนเอง ด้วยการรู้ว่าตนเองคือใคร และอะไรเป็นจุดหมายของชีวิต คนทั้งคู่ก็เริ่มรับใช้และดูแลผู้ยากไร้คนอื่นๆในสังคม
สถานภาพทางสังคมของทั้งสองก็ดีขึ้นอย่างน่าประหลาดและต่อมาทั้งสองก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามีขอพวกนางบริสุทธิ์ เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรเป็นจุดหมายที่แท้จริงของชีวิตเท่านั้น ในที่สุดพระเจ้าจันทรเกตุทรงปล่อยสาธุและบุตรเขย ทั้งยังทรงคืนทรัพย์สินให้ โดยทรงเพิ่มเป็นสองเท่าของที่ยึดมา ทรงสอนให้ทั้งสองคนรู้ว่าอะไรคือความจริงสูงสุด เราคือใคร ทำไมจึงมีตัวตนของเราบนโลกนี้และอะไรเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต ทั้งยังทรงเรียกร้องให้ทั้งสองคนต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคม และให้ช่วยทำให้สังคมตระหนักรู้ว่า สิ่งทั้งปวงนั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งหรือเศษเสี้ยวหนึ่งของความจริงสูงสุด คือองค์สัตยนารายณ์นั้นเอง
จบอัธยายที่ 3
แห่ง ศรีสัตยนารายณ์ กถา ด้วยประการฉะนี้
โอมฺ ศฺรีสตฺยนารายณาย นมะ ||
โอมฺ นโม ภควเต วาสุเทวาย ||
***
|| ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ||
|| เจาถา อธฺยาย || ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่4 (บทที่ 4)
ครั้นแล้ว สาธุได้ถวายเงินจำนวนหนึ่งแด่พราหมณ์ เพื่ออานิสงค์นั้นจะได้ขจัดอุปสรรคในการเดินทาง เขารับพรแล้วจึงเตรียมเดินทางกลับบ้านเมือง พระเจ้าจันทรเกตุผู้ทรงธรรม ทรงมีพระประสงค์จะตรวจสอบดูว่า สาธุได้เปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตใจจริงๆหรือไม่ ทรงพระบัญชาให้จารบุรุษ(ตำรวจสืบราชการลับ) ไปทดสอบความซื่อสัตย์ของสาธุ หนึ่งในจารบุรุษได้ปลอมตัวเป็นนักบวชโดยนุ่งห่มผ้าย้อมฝาด เข้าไปสู่สาธุแล้วจึงถามขึ้นว่า มีอะไรอยู่ในเรือของพวกเขา สาธุและบุตรเขยก็หัวเราะขึ้นอย่างยโส และคิดว่านักบวชนั้นอาจประสงค์จะลักขโมยสมบัติในเรือของเขา จึ่งตอบไปว่าในเรือไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากฟางแห้งเท่านั้น บรรดาจารบุรุษอื่นๆซึ่งแอบฟังอยู่ในระยะไกล ได้ทำการสับเปลี่ยนสมบัติในเรือของเขาโดยนำฟางแห้งมาใส่ไว้แทน และทั้งสองคนมิได้ล่วงรู้เหตุการณ์ดังกล่าวเลย เมื่อสาธุและบุตรเขยเสร็จสิ้นธุระในเมืองนั้นแล้ว จึงกลับขึ้นไปยังเรือของตนเพื่อจะเริ่มเดินทางต่อไป แต่แล้วเมื่อพวกเขาตรวจดูเรือ ก็พบว่าในเรือมีแต่ฟางแห้งเท่านั้น ทั้งคู่ตกใจเป็นอย่างมากถึงกับสิ้นสติไปทันที ครั้นเมื่อได้สติคืนมาแล้ว พวกเขาพากันคิดว่า นักบวชผู้นั้นจะต้องมีอิทธิฤทธิ์และทำให้สมบัติทั้งหมดของพวกเขากลายเป็นฟางแห้งตามที่พวกเขาบอก ทั้งสองจึ่งรีบกลับไปตามหานักบวชผู้นั้น เมื่อพบแล้วก็กระทำการขอขมาลาโทษและขอให้นักบวชให้อภัย จารบุรุษในชุดนักบวชจึงเปิดเผยความจริงทั้งหมด ทั้งยังกล่าวเตือนให้สาธุและบุตรเขยปฏิบัติตามที่พระเจ้าจันทรเกตุทรงสั่งสอน เมื่อกล่าวเสร็จก็คืนสมบัติทั้งหมดให้สาธุ สาธุและบุตรเขยได้สัญญาต่อจารบุรุษผู้นั้นว่า พวกเขาจะทำงานหนักเพื่อสังคม จะพยายามเข้าใจว่า พวกเขาคือใครและ เพียรพยายามเข้าใจความจริงสูงสุด พวกเขาจะแสวงหาแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามและหลีกไกลจากสิ่งที่ผิด พวกเขาจะใช้สติปัญญาที่มีอยู่ ซึ่งได้รับจากองค์ความจริงสูงสุดนั้นเพื่อใช้ในการแสวงหาสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ ดังนี้แล้วสาธุและบุตรเขยก็ออกเดินทางกลับบ้านเมืองต่อไป กล่าวถึง รัตนปุรีเมืองบ้านเกิดของสาธุ ลีลาวตีและกลาวตีได้ข่าวว่าสามีของพวกนางกำลังกำลังเดินทางกลับมา ทั้งคู่ตื่นเต้นและมีความสุขมาก บรรดาผู้อาวุโสซึ่งเป็นที่เคารพในเมืองต่างขอให้ทั้งสองประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชา แต่แม้เมื่อประกอบพิธีอยู่ ใจของพวกนางก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องของสามี พวกนางกระหายที่จะได้พบสามีและหลงลืมไปว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ ในหัวของพวกนางมีเพียงเรื่องสามีของนางเท่านั้น นางเร่งรีบประกอบพิธีเพื่อที่จะได้ไปยังท่าเรือเพื่อรอพบสามี แต่ทันใดนั้นเองพวกนางก็ได้ยินข่าวว่า มีเรือลำหนึ่งจมลงที่นอกชายฝั่ง ด้วยใจที่มีเพียงเรื่องคนรักและยังมิเห็นหน้าสามีกลับมา ต่างก็คิดไปว่าสามีของพวกนางคงตายเสียแล้ว ทั้งคู่ก็ถึงกับสิ้นสติด้วยความตกใจและโศกเศร้า เมื่อลีลาวตีและกลาวตีกลับฟื้นคืนสติแล้ว หนึ่งในบรรดาผู้อาวุโสก็กล่าวว่า นางทั้งสองลืมไปว่ากำลังทำอะไรอยู่ พวกเธอมิได้ใช้สติปัญญาแยกแยะว่าอะไรถูกและผิด บางสิ่งแม้ดูเหมือนมันจะถูกแต่มันก็ผิดเราจำต้องใช้ปัญญาญาณพินิจดู ดังนั้นขอจงมีความสงบ จงรู้ว่าอะไรถูกและผิด อย่าทำให้สิ่งที่ยังกระทำไม่เสร็จสิ้นนั้นตกล่วงไป จงออกห่างเสียจากอวิชชา จงรู้เถิดว่าเราคือใคร อะไรคือจุดหมายแห่งชีวิต และจงมอบตนเองแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด เมื่อลีลาวตีและกลาวตีได้ฟังถ้อยคำของผู้อาวุโสแล้ว ทั้งคู่ตระหนักว่า ไม่จำเป็นเลยที่จะกังวลเกี่ยวกับเรื่องสามีของนาง จริงๆแล้วสามีของพวกนางยังคงปลอดภัยดี แ ต่อมาเมื่อสาธุ บุตรเขย กลาวตีและลีลาวตีได้พบกันแล้ว ทั้งหมดก็ได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาสรุปว่า ไม่มีสิ่งใดจะมีคุณค่าเกินไปกว่าการประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาด้วยความรักภักดีอย่างที่สุด ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตใจโดยปราศจากความปรารถนาในลาภผลอันคับแคบใดๆเฉพาะตน
จบอัธยายที่ 4 แห่ง ศรีสัตยนารายณ์ กถา ด้วยประการฉะนี้
โอมฺ ศฺรีสตฺยนารายณาย นมะ || โอมฺ นโม ภควเต วาสุเทวาย ||
***
|| ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ||
|| ปาจวา อธฺยาย || ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่5 (บทที่ 5)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าอังคธวัช(องฺคธวชฺ) พระองค์ทรงเป็นที่เลื่องลือในเรื่องการรบพุ่งปกป้องไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ แต่ราษฏรก็ยังไม่มีความสุข เพราะพระองค์ทรงละเลยสิ่งที่พวกเขาต้องการ พระองค์ไม่ทรงเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับราษฎรเลย วันหนึ่งเมื่อพระองค์เสด็จกลับจากการประพาสป่าล่าสัตว์ ทรงพบบรรดาโคบาล(คนเลี้ยงวัว)กำลังประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาอยู่ พวกโคบาลทูลเชิญให้พระราชามาร่วมประกอบพิธีกับพวกเขา พระราชาไม่ทรงสนพระทัยและเสด็จกลับพระราชวัง โดยเหตุที่กล่าวมาในเบื้องต้นคือความไม่เป็นสุขของประชาชน พระเจ้าอังคธวัชก็ทรงไม่สบายพระทัยโดยไม่รู้สาเหตุ พระองค์ไม่มีความสุข ไม่อาจทรงบรรทมได้ในเวลากลางคืน และแน่นอนว่าทรงประชวร ผลนี้ได้กระทบกับพระราชวงศ์ของพระองค์เอง เมื่อองค์ราชาไร้ความสามารถที่จะบริหารบ้านเมือง พระองค์ก็สูญเสียพระราชทรัพย์มากมาย ไม่นานบรรดาพระโอรสของพระองค์ก็เริ่มขัดแย้งและต่อสู้กันเอง และนั้นทำให้มีพระโอรสจำนวนมากที่สิ้นพระชนม์ลงไป นายโคบาลผู้หนึ่งเห็นว่ากษัตริย์ของตนเศร้าหมองนัก จึงถวายการช่วยเหลือ โดยทูลขอให้พระองค์พยายามทำความเข้าใจและประจักษ์ในสิ่งสูงสุด เขาทูลต่อไปว่า หากราษฏร์ของพระองค์มีความสุข พระองค์ก็จะทรงมีความสุขด้วย ขอโปรดทรงดูแลคนยากคนจน ขอโปรดทรงแสวงหาพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธาในกระท่อมของผู้ยากไร้ ขอทรงโปรดพระราชทานอาหาร ที่พักอาศัย และอาชีพ ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถทำงานเลี้ยงชีพ และเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสังคม เขายังทูลต่อไปถึงความหมายที่แท้จริงของพิธีสัตยนารายณ์บูชาและอธิบายถึงวิธีที่เรียบง่ายที่จะเข้าถึงองค์สัตยนารายณ์ โดยการแนะนำของนายโคบาล พระเจ้าอังคธวัชทรงเริ่มประกอบพระกรณียกิจด้วยความจริงใจ และด้วยความรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า พระเมตตาที่พระองค์มีต่อราษฏร์ในพระราชอาณาจักรก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ทวยราษฏร์ทั้งปวงก็รักพระองค์อย่างยิ่ง พวกเขาเริ่มทำงานหนักเพื่ความกินดีอยู่ดีของสังคม และนี่ก็ทำให้พระราชทรัพย์ก็เพิ่มพูน ในที่สุดทวยราษฏร์ก็เป็นสุข และพระองค์ก็ทรงมีความสุข ดังนั้น ทุกๆคนควรเพียรพยายามที่จะประจักษ์ในสัจธรรมสูงสุด ควรแยกแยะถูกผิด และกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ควรรับใช้ผู้อื่นดุจดั่งถวายปรนนิบัติต่อองค์พระนารายณ์และองค์พระลักษมี ด้วยความรักที่มีต่อผู้อื่นนี่เอง โลกของเราก็จะกลายเป็นสถานที่แห่งบรมสุข และเราจะพบว่าไม่ว่าเราจะมองไปทางใด ก็จะมีเพียงพระพักตร์อันการุณย์ขององค์พระเป็นเจ้าเท่านั้น
จบอัธยายที่ 5 แห่ง ศรีสัตยนารายณ์ กถา ด้วยประการฉะนี้
โอมฺ ศฺรีสตฺยนารายณาย นมะ || โอมฺ นโม ภควเต วาสุเทวาย ||
***
|| ศฺรีสตฺยนารายณาษฺโฏตฺตรศต นามาวลีะ || พระนามทั้ง 108 แห่งองค์พระสัตยนารายณ์(เพื่อสวดหรือภาวนา)
โอมฺ สตฺยเทวาย นมะ | โอมฺ สตฺยาตฺมเน นมะ | โอมฺ สตฺยภูตาย นมะ | โอมฺ
สตฺยปุรุษาย นมะ | โอมฺ สตฺยนาถาย นมะ | โอมฺ สตฺยสากฺษิเณ นมะ | โอมฺ
สตฺยโยคาย นมะ | โอมฺ สตฺยชฺญานาย นมะ | โอมฺ สตฺยชฺญานปฺริยาย นมะ |
(๙) โอมฺ สตฺยนิธเย นมะ | โอมฺ สตฺยสมฺภวาย นมะ | โอมฺ สตฺยปฺรภุเว นมะ
| โอมฺ สตฺเยศฺวราย นมะ | โอมฺ สตฺยกรฺมเณ นมะ | โอมฺ สตฺยปวิตฺราย นมะ
| โอมฺ สตฺยมํคลาย นมะ | โอมฺ สตฺยครฺภาย นมะ | โอมฺ สตฺยปฺรชาปตเย นมะ
| (๑๘) โอมฺ สตฺยวิกฺรมาย นมะ | โอมฺ สตฺยสิทฺธาย นมะ | โอมฺ
สตฺยาจฺยุตาย นมะ | โอมฺ สตฺยวีราย นมะ | โอมฺ สตฺยโพธาย นมะ | โอมฺ
สตฺยธรฺมาย นมะ | โอมฺ สตฺยาคฺรชาย นมะ | โอมฺ สตฺยสํตุษฺฎาย นมะ |
โอมฺ สตฺยวราหาย นมะ | (๒๗) โอมฺ สตฺยปารายณาย นมะ | โอมฺ สตฺยปูรฺณาย
นมะ | โอมฺ สตฺเยาษธาย นมะ | โอมฺ สตฺยศาศฺวตาย นมะ | โอมฺ
สตฺยปฺรวรฺธนาย นมะ | โอมฺ สตฺยวิภเว นมะ | โอมฺ สตฺยชฺเยษฺฐาย นมะ |
โอมฺ สตฺยศฺเรษฺฐาย นมะ | โอมฺ สตฺยวิกฺรมิเณ นมะ | (๓๖) โอมฺ
สตฺยธนฺวิเน นมะ | โอมฺ สตฺยเมธาย นมะ | โอมฺ สตฺยาธีศาย นมะ | โอมฺ
สตฺยกฺรตเว นมะ | โอมฺ สตฺยกาลาย นมะ | โอมฺ สตฺยวตฺสลาย นมะ | โอมฺ
สตฺยวสเว นมะ | โอมฺ สตฺยเมฆาย นมะ | โอมฺ สตฺยรุทฺราย นมะ | (๔๕) โอมฺ
สตฺยพฺรหฺมเณ นมะ | โอมฺ สตฺยามฤตาย นมะ | โอมฺ สตฺยเวทางฺคาย นมะ |
โอมฺ สตฺยจตุราตฺมเน นมะ | โอมฺ สตฺยโภกฺตฺเร นมะ | โอมฺ สตฺยศุจเย นมะ
| โอมฺ สตฺยารฺจิตาย นมะ | โอมฺ สตฺเยํทฺราย นมะ | โอมฺ สตฺยสํคราย นมะ
| (๕๔) โอมฺ สตฺยสฺวรฺคาย นมะ | โอมฺ สตฺยนิยมาย นมะ | โอมฺ สตฺยเมธาย
นมะ | โอมฺ สตฺยเวทฺยาย นมะ | โอมฺ สตฺยปียูษาย นมะ | โอมฺ สตฺยมายาย
นมะ | โอมฺ สตฺยโมหาย นมะ | โอมฺ สตฺยสุรานํทาย นมะ | โอมฺ สตฺยสาคราย
นมะ | (๖๓) โอมฺ สตฺยตปเส นมะ | โอมฺ สตฺยสิหาย นมะ| โอมฺ สตฺยมฤคาย
นมะ | โอมฺ สตฺยโลกปาลกาย นมะ | โอมฺ สตฺยสฺถิตาย นมะ | โอมฺ
สตฺยทิกฺปาลกาย นมะ | โอมฺ สตฺยธนุรฺธราย นมะ | โอมฺ สตฺยามฺพุชาย นมะ
| โอมฺ สตฺยวากฺยาย นมะ | ( ๗๒) โอมฺ สตฺยคุรเว นมะ | โอมฺ สตฺยนฺยายาย
นมะ | โอมฺ สตฺยสากฺษิเณ นมะ | โอมฺ สตฺยสํวฤตาย นมะ | โอมฺ
สตฺยสมฺปฺรทาย นมะ | โอมฺ สตฺยวหฺนเย นมะ | โอมฺ สตฺยวายุเว นมะ | โอมฺ
สตฺยศิขราย นมะ | โอมฺ สตฺยานํทาย นมะ | (๘๑) โอมฺ สตฺยาธิราชาย นมะ |
โอมฺ สตฺยศฺรีปาทาย นมะ | โอมฺ สตฺยคุหฺยาย นมะ | โอมฺ สตฺโยทราย นมะ |
โอมฺ สตฺยหฤทยาย นมะ | โอมฺ สตฺยกมลาย นมะ | โอมฺ สตฺยนาลาย นมะ | โอมฺ
สตฺยหสฺตาย นมะ | โอมฺ สตฺยพาหเว นมะ | (๙๐) โอมฺ สตฺยมุขาย นมะ | โอมฺ
สตฺยชิหฺวาย นมะ | โอมฺ สตฺยเทาษฺฎฺราย นมะ | โอมฺ สตฺยนาศิกาย นมะ |
โอมฺ สตฺยศฺโรตฺราย นมะ | โอมฺ สตฺยจกฺษเส นมะ | โอมฺ สตฺยศิรเส นมะ |
โอมฺ สตฺยมุกุฎาย นมะ | โอมฺ สตฺยาพราย นมะ | (๙๙) โอมฺ สตฺยาภรณาย นมะ
| โอมฺ สตฺยายุธาย นมะ | โอมฺ สตฺยศฺรีวลฺลภาย นมะ | โอมฺ สตฺยคุปฺตาย
นมะ | โอมฺ สตฺยปุษฺกราย นมะ | โอมฺ สตฺยาธฺริทาย นมะ | โอมฺ
สตฺยภามาวตารกาย นมะ | โอมฺ สตฺยคฤหรูปิเณ นมะ | โอมฺ สตฺยปฺรหรณายุธาย
นมะ |(๑๐๘)
|| อิติ สตฺยนารายณาษฺโฏตฺตรศต นามาวลีะ ||
***
||
ชาคฤหิ ชาคฤหิ ||
จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
อาศยา พทฺธเต โลกะ กรฺมณา ปริพทฺธฺยเต |
อายุกฺษยํ น ชานาติ ตสฺมาตฺ
ชาคฤหิ ชาคฤหิ ||
ชนฺมทุะขํ ชราทุะขํ ชายาทุะขํ ปุนะ ปุนะ |
อํตกาเล
มหาทุะขํ ตสฺมาตฺ ชาคฤหิ ชาคฤหิ ||
กาม กฺโรเธา โลภ โมเหา เทเห
ติษฐนฺติ |
ชฺญานรตฺนาปหาราย ตสฺมาตฺ ชาคฤหิ ชาคฤหิ ||
ไอศฺวรฺยํ
สฺวปฺน สํกาศํ เยาวนํ กุสุโมปมมฺ |
กฺษณิกํ ชลมายุษฺจ ตสฺมาตฺ ชาคฤหิ
ชาคฤหิ ||
ชาวโลกถูกผูกมัดไว้ด้วยความปรารถนา และถูกผูกมัดแน่นยิ่งกว่าด้วยกรรมของตน พวกเขามิรู้เลยว่าช่วงชีวิตนั้นสั้นนัก ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
ทุกข์แห่งชาติ ทุกข์แห่งชรา ทุกข์แห่งภรรยา เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ในวันสุดท้าย(ของชีวิต) ทุกข์มหันต์ก็บังเกิดขึ้น ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
กาม และโกรธ โลภและหลง ซึ่งอาศัยในกายนี้ พวกมันคือโจร ผู้ขโมยเอารัตนะแห่งปัญญาไป ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
ไอศวรรย์สมบัติเป็นดั่งความฝัน และเยาวภาพ เป็นดั่งบุปผชาติ(ซึ่งโรยราเพียงชั่ววัน) ทั้งสองสิ่ง และชีวิต ก็ล้วนไม่จีรัง เป็นดั่งสายน้ำไหล ดังนั้น จงตื่นเถิด ! จงตื่นเถิด !
***
ปรา ปูชา การบูชาอันสูงสุด
ปูรฺณสฺยาวาหนํ กุตฺร สรฺวาธารสฺย จาสนมฺ |
สฺวจฺฉสฺย ปาทฺยมรฆฺยํ จ
ศุทฺธสฺยาจมนํ กุตะ ||
๑ ||
ณ ที่ใดเล่าจะสามารถอัญเชิญ สภาวะแห่งความบริบูรณ์ แลอาจสามารถถวายอาสน์ แด่องค์ผู้ค้ำจุนสรรพสิ่ง การถวายน้ำล้างพระบาท การถวายสิ่งต่างๆลงในพระกร แลการถวายน้ำล้างพระโอษฐ์ ขององค์สภาวะอันบริสุทธิ์ จะมีจากที่ใด?
นิรฺมลสฺย กุตะ สฺนานํ วสฺตฺรํ วิศฺโวทรสฺย จ |
นิราลมฺพสฺโยปวีตํ
ปุษฺปํ นิรฺวาสนสฺย จ ||
๒ ||
การถวายน้ำสรงสนานแห่งองค์สภาวะนิรมล
แลการถวายเครื่องนุ่งห่มแห่งองค์ผู้มีอุทรเป็นสากลโลก จะมีจากที่ใดกัน?
การถวายสายอุปวีต แห่งองค์ผู้ปราศจากประคับประคองจากสิ่งทั้งปวง แลการถวายบุปชาติแห่งผู้ที่กลิ่นสุคนธ์ไม่อาจกระทบ จะมีจากไหน?
นิรฺเลปสฺย กุโต คนฺโธ รมยสฺยาภรณํ กุตะ |
นิตฺยตฤปตสฺย ไนเวทฺยํ
ตามฺพูลํ จ กุโต วิโภะ ||
๓ ||
จากที่ใดเล่าที่จะถวายเครื่องหอมแห่งองค์ผู้ปราศจากมลทิน การถวายอาภรณ์เครื่องประดับแห่งองค์ผู้รื่นรมณ์อยู่เสมอจะมีจากไหน?
การถวายอาหารทั้งหลายแห่งองค์ผู้อิ่มเอมเป็นนิตย์ แลการถวายหมากพลูแห่งองค์ผู้ทรงพลังจะมีจากที่ใด?
ปฺรทกฺษิณา หฺยนนฺตสฺย หฺยทฺวยสฺย กุโต นติะ |
เวทวากฺไยรเวมยสฺย กุตะ
โสฺตตรํ วิธียเต ||
๔ ||
การประทักษิณาแห่งองค์อนันตภาวะ
แลการนอบคำนับแห่งองค์ผู้ไม่เป็นสองโดยแท้จะมีจากที่ใด?
การสวดบทสรรเสริญแห่งองค์ผู้ถ้อยคำพระเวทไม่อาจรู้ได้จะมีจากไหน?
สฺวยํ ปฺรกาศมานสฺย กุโต นีราชนํ วิโภะ |
อนฺตรฺพหิศฺจ ปูรณสฺย
กถมุทฺวาสนํ ภเวตฺ ||
๕ ||
การเวียนประทีปถวาย แห่งองค์ผู้มีจิตสว่างโชติช่วง เป็นอยู่ได้เอง ผู้ซ่านไปทั่วจะมีจากที่ไหน?
พิธีกล่าวคำสวัสดิมงคล แห่งองค์ผู้บริบูรณ์ทั้งภายในแลภายนอก องค์พระผู้เป็นที่มาของทุกสิ่งจะมีจากที่ใดเล่า?
เอวเมว ปรา ปูชา สรฺวาวสฺถาสุ สรฺวทา |
เอกพุทะยา ตุ เทเวศ วิเธยา
พฺรหฺมวิตฺตไมะ ||
๖ ||
ดังนั้น การบูชาอันสูงสุด ย่อมมีในการณ์ทั้งหลายในกาลทุกเมื่อนั่นเทียว โดยความรู้ในเอกภาวะ(ความเป็นหนึ่งเดียวของสัจธรรม) อนึ่ง คือการกระทำให้แจ้งซึ่งความรู้แห่งพรหมันอันสูงสุด
***
ศานติ ปาฐ บทแผ่เมตตา
โอมฺ สรฺเว ภวนฺตุ สุขินะ สรฺเว สํตุ นิรามยาะ |
สรฺเว ภทฺราณิ ปศฺยํตุ
มา กศฺจิทฺ ทุะขภาคฺ ภเวตฺ ||
โอมฺ ศาํติะ ศาํติะ ศาํติะ||
โอม
ขอสรรพสิ่งทั้งปวงจงมีสุข ขอสรรพสิ่งทั้งปวงจงปราศจากความป่วยไข้ ขอสรรพสิ่งทั้งปวงจงพบแต่สิ่งดีงาม ขออย่าให้ใครมีส่วนแห่งความทุกข์เลย โอม ศานติ ศานติ ศานติ
โอมฺ อสโต มา สทฺคมย |
ตมฺโส มา ชฺโยติรฺคมย |
มฤตฺโยรฺมา อมฤตํ คมย |
โอมฺ ศาํติะ ศาํติะ ศาํติะ||
โอม นำข้าฯ จากอสัตย์ สู่สัจจะ จากมืดมน
สู่สว่าง จากความตาย สู่อมฤต โอม ศานติ ศานติ ศานติ
***
||
ชคทีศ อารตี ||
อารตีพระเป็นเจ้าแห่งสากลโลก
(
ปรารถนา-บทสวด) โอม วิศฺวานิ เทว สวิตรฺทุริตานิ ปราสุว |
ยทฺ ภทฺรํ
ตนฺน อาสุว ||
โอมฺ ศาติะ ศาติะ ศาติะ ||
โอมฺ
ข้าแต่องค์พระสาวิตฤ(สุริยเทพ) พระเป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาล โปรดขจัดความขาดแคลนของข้าฯ โปรดทรงนำสรรพสิ่งดีงามมาสู่ข้าฯเทอญ โอมฺ ศานติ ศานติ ศานติ ||
โอม แย ย่ะเก่อะดีเฉ่อะ หะเร สวามี แย ย่ะเก่อะดี เฉ่อะ หะเร ภักตะ
ย่ะโน เก สังกัฎ ดาสะ ย่ะโน เก สังกฎ เก่อะษัณ เม ดูเร่อะ กะเร ,
โอม แย
ย่ะเก่อะดีเฉ่อะ หะเร
โย ธยาเว ผะเล่อะ ปาเว ดุเข่อะ บิเน่อะเส มะนะ กา |
สวามี.. สุขะ
สัมปัตติ ฆัรเร่อะ อาเว่ กัษเฎ่อะ มิเฎ ตะนะ กา |
โอม ..
มาตะ-ปิตา ตุมเม่อะ เมเร ฉ่ะระเณ่อะ กะหู แม กิสะกี|
สวามี.. ตุมม่ะ
บินน่ะ โอเร่อะ นะ ดูยา อาส่ะ กะรู ยิสส่ะกี |
โอม ...
ตุเม่อะ ปูระเณ่อะ ปะระมาตมา ตุมเม่อะ อันตัรยามี |
สฺวามี..
ปะระบรัมเม่อะ ปะระเมฉ่ะวะเร่อะ ตุมเม่อะ สะบ่ะ เกสวามี|
โอม
ตุมเม่อะ กะรุณา เก สาก่ะเร่อะ ตุมเม่อะ ปาลันเนอ่ะ กัรตา |
สวามี..แม
เสวักเก่
อะ ตุมเม่อะ สวามี กฤปปา กโร ภัรเร่อะตา |
โอมฺ ...
ตุมเม่อะ โฮ เอเก่อะ อโกจ่ะอะร สับบะเก ปรานเน่อะปติ |
สวามี.. กิส
วิธิ มิลู ดยามัยย่ะ ตุมเม่อะโก แม กุมเม่อะตี |
โอม ...
ดีเน่อะ บันธุ ดุะข่ะหัรเร่อะตา ตุมเม่อะ รักษ่ะเก่อะ เมเร |
สวามี..
กะรุณา หัสเอะต บฐาโอ ดวาเร่อะ ปรา เตเร |
โอม ...
วิฉ่ะย่ะ วิกาเร่อะ มิตฎาโอ ปาป่ะ ฮโรเดวา |
สวามี.. ฉรัดธา ภักติ
บะรฺาโอ สันตันเน่อะกี เสวา |
โอม แย ยะเก่อะดีเฉ่อะ หะเร
***
ศานติ ศานติ ศานติ...
posted on 07 Jan 2008 09:49 by wongmalatorn-say in Hinduism
ศรีหริทาส แปลและเรียบเรียง
ถวายเทวสถานวัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช
***
|| โอมฺ ศฺรีคุรุภฺโย นมะ ||
อารัมภกถา
พิธีสัตยนารายณบูชา( สตฺยนารายณ ปูชา) เป็นพิธีสำคัญอันหนึ่งในศาสนาฮินดู เป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อถวายบูชาแด่องค์พระนารายณ์ โดยมีความพิเศษอยู่ตรงที่ เรียกองค์พระนารายณ์ว่า “ สัตยนารายณ์” ข้อนี้น่าพิเคราะห์ เพราะคำว่า “ สัตยะ(สตฺย) ” นั้นตรงกับคำว่า “ สัจจะ” ซึ่งหมายถึง “ ความจริง” การที่เราเรียกองค์พระนารายณ์ว่าทรงเป็น “ ความจริง” นั้นเพราะเหตุว่า ชาวฮินดูเห็นว่าสรรพสิ่งทั้งปวง โลก ดวงดาว จักรวาลอันไพศาลรวมทั้งชีวิตของเราเองนั้น เป็นก็แต่เพียง “มายา” เป็นเพียงนาฎกรรมกรีฑาอันสนุกสนานขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น มิได้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงเลย เพราะมันเกิดขึ้นมีขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็สูญสลายไป
มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นความจริงอันนิรันดร เที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน คือองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งในที่นี้เราเรียกพระนามแทนพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดนั้นว่า พระนารายณ์ ทั้งนี้ชาวฮินดูก็เข้าใจว่านั่นเป็นเพียงการสมมุติเรียกพระนามอันหนึ่งของพระเจ้า(God) เท่านั้น เพราะพระเจ้าสูงสุดย่อมทรงปรากฏในทุกรูปแบบ ทุกชื่อ ทุกหนทุกแห่งในธรรมชาติ แม้ในตัวเรา ทรงไม่อาจอธิบายให้เข้าใจจริงๆได้โดยอาศัยเพียงภาษาของมนุษย์ หรือหากกล่าวเน้นลงไปคือ พระองค์ทรงพ้นไปจากโลกสมมุติโดยสิ้นเชิง พ้นไปจากภาษาและความคิด เราต้องอาศัยศรัทธาและปัญญาที่จะเข้าถึงพระองค์
ในพิธีสัตยนารยณ์บูชานั้นใช้เพียงสิ่งที่เรียบง่ายเช่น มะพร้าว หมาก หม้อกลัศ หรือใช้หิน “ศาลิครามศิลา” เป็นตัวแทนพระผู้เป็นเจ้าในพิธีบูชา ศาลิครามนั้นเป็นหินสีดำชนิดหนึ่ง บางก้อนก็มีฟอสซิลของแอมโมไนท์อยู่ภายใน พบที่แม่น้ำ คัณฑกี ใกล้เทือกเขามุกตินาถในเนปาล ถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์มาก เหตุเพราะเชื่อกันว่าเป็นองค์พระนารายณ์อวตารมาในรูปของหิน ชาวฮินดูจึงปรนนิบัติศาลิครามเยี่ยงปฎิบัติต่อเทพเจ้าเลยทีเดียว ข้าพเจ้าคิดว่านี้เป็นจิตวิญญาณของชาวฮินดูที่แท้จริง มิใช่การกระทำไปเพราะความงมงาย แต่การที่เราจะมองเห็น “พระเจ้า” ในสิ่งเล็กน้อยอย่างหินเล็กๆก้อนหนึ่งนั้น มิใช่เรื่องง่ายดายเลย เพราะมนุษย์ผู้อหังการจะยอมสละความยึดมั่นในอัตตาของตัวเอง ก้มลงศิโรราบกราบกรานหินเล็กๆได้ด้วยความจริงใจนั้นยากยิ่ง ความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติในฐานะภาคส่วนแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้นคือจิตวิญญาณของชาวฮินดูที่แท้จริง
ในพิธีสัตยนารายณ์บูชา นอกจากการกระทำบูชาตามประเพณีแล้วนั้น ก็มีส่วนสำคัญอันหนึ่งคือการแสดงธรรมโดยพราหมณาจารย์ผู้ประกอบพิธี ซึ่งยกเป็นนิทานปรัมปราเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับอานิสงค์หรือที่มาของพิธีนั้นๆ เรียกว่า “ กถา” เพื่อฉลองศรัทธาสาธุชนให้มีความยินดีในกุศล เมื่อแรกที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสร่วมพิธีสัตยนารายณ์บูชา ในเทศกาลมกรสังกรานติ ปูรณิมา ณ วัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช ก็ได้ฟัง สัตยนารายณ์กถา อาศัยว่ามีฉบับภาษาอังกฤษอยู่ในมือ จึงพอจะตามเรื่องที่ท่านอาจารย์ ปัณฑิต ศรีลลิต โมหัน วยาสผู้เทศนา แสดงเป็นภาษาฮินดีไปได้บ้าง ข้าพเจ้าได้ถวายฉบับภาษาอังกฤษไปให้ท่านสำเนาหนึ่งเพื่อท่านจะได้สอนแก่ชาวอินเดียที่ไม่ได้ใช้ภาษาฮินดี และยังแจ้งต่อท่านว่าจะแปลเป็นภาษาไทย เพื่อให้ชาวไทยได้มีโอกาสเข้าใจความหมาย ได้มีโอกาสซาบซึ้งกับอรรถและธรรม เพื่อจะได้เจริญปัญญา ท่านได้อนุโมทนาและอำนวยพรในดำริของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเลือกเอา สัตยนารายณ์กถา ฉบับภาษาอังกฤษที่แปลโดย ศฺรี อโศก พาสเคการ ซึ่งเผยแพร่อยู่ในเวปไซต์ http://sanskrit .gde.to ซึ่งเป็นเวปไซต์ที่รวบรวมเอาโศลก บทสวดมนตร์ งานชิ้นสำคัญต่างๆในภาษาสันสกฤตและศาสนาฮินดูไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกไซเบอร์ โดยเผยแพร่เป็นวิทยาทานมานาน นับว่าน่าอนุโมทนายิ่งนัก ข้าพเจ้าก็ได้อาศัยเวปไซต์นี้เองเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ จึงขอแสดงความขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย
เหตุที่ข้าพเจ้าเลือกเอาสัตยนารายณ์ กถาฉบับนี้ เพราะศรีอโศก ได้สอดแทรก เนื้อหาเชิงสังคมเอาไว้ตลอดเรื่อง ทั้งยังปรับปรุงให้มีเนื้อหาร่วมสมัย ไม่โลดโผนพิสดาร จึงน่าที่จะเป็นที่รับฟังของคนรุ่นใหม่ได้ง่าย ข้าพเจ้าได้ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาบ้างเล็กน้อย เพื่อง่ายแก่การอ่าน ความผิดพลาดใดๆที่ปรากฏในหนังสือนี้จึงเป็นของข้าพเจ้าเพียงผู้เดียว ข้าพเจ้าได้เพิ่มส่วนที่เป็น ศฺรีสตฺยนารายณาษฺโฏตฺตรศต นามาวลีะ หรือบทสวดพระนามทั้ง 108 ขององค์สัตยนารายณ์ โศลกชื่อชาคฤหิ (จงตื่นเถิด!) และปรา ปูชา(การบูชาอันสูงสุด)ซึ่งเป็นข้อเตือนใจและบทเพลงอารตี ชคทีศฺวรจี ภาษาฮินดี(ซึ่งยังไม่มีเวลาที่จะแปล หวังใจว่าจะได้แปลในโอกาสต่อๆไป) ไว้ในส่วนท้ายของเล่ม โดยเลือกถอดจากอักษรเทวนาครีเป็นภาษาไทย ตามหลักการถอดอักษรที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการรักษาต้นฉบับ แม้ว่าจะค่อนข้างยากสำหรับการอ่านของคนทั่วๆไป แต่การถอดอย่างถูกต้องตามหลักการนั้น ก็ให้ประโยชน์หลายสถาน คือ
1. ย่อมทำให้สามารถพอจะเดาความหมายของศัพท์ต่างๆได้บ้าง เช่น หากถอดว่า “เทวา” ก็พอเดาได้ว่าแปลว่า “เทพ” แต่ถ้าถอดว่า “เดวา”(ตามการออกเสียง)อาจทำให้ไม่ทราบว่าจริงๆแล้วเป็นคำว่าอะไร หรือหากถอดว่า “ ดุะข” ก็จะไม่ทราบว่าเป็น ทุข หรือทุกข์นั้นเอง
2. การออกเสียงในภาษาอินเดียนั้นต่างจากไทยแม้ว่าจะใช้พยัญชนะตรงกันและมีศัพท์เหมือนๆกัน เช่น เราออกเสียงอักษรอูษมัน คือ “ส” “ศ” “ษ” ไม่ต่างกัน แต่ชาวอินเดียออกเสียงต่างกันทั้งสามตัว ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้ ผู้สนใจจริงๆ ที่อยากจะออกเสียงมนตร์ให้ตรงกับภาษาเดิม ( ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะชาวอินเดีย ถือว่าเสียงมนตร์ที่ออกอย่างถูกต้อง มีผลต่อร่างกายและจิตใจ) จึงต้องเพียรพยายามฝึกฝน ไปสอบถามจากผู้รู้ หรือต้องหมั่นไปวัดฮินดู ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้แก่ตัวแล้ว ก็จะได้กุศลอีกทางหนึ่ง ผู้ที่สนใจจริงๆ การหาความรู้เช่นนี้คงมิใช่เรื่องเกินกำลังกระมัง
เนื้อหาของสัตยนารายณ์ ข้าพเจ้าคิดว่าฉบับดั้งเดิมเก่าแก่คงเป็นเรื่องอิทธิปาฎิหารย์ตามแบบนิทานในคัมภีร์ปุราณะ แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ปาฎิหารย์มิใช่เรื่องสำคัญ จุดที่ข้าพเจ้าอยากให้ผู้อ่านใคร่ครวญคือ สิ่งที่ผู้เขียนได้สอดแทรกไว้ในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรับใช้สามีภรรยาลูกหลาน การช่วยเหลือผู้อื่นและผู้ยากไร้ด้วยจิตใจดั่งการถวายต่อพระเป็นเจ้า การมีความภักดีและความจริงใจ เพราะทั้งหมดนี้คือความหมายแท้จริงอันหนึ่งของการ “บูชา” ซึ่งมิใช่เพียงพิธีกรรมตามประเพณีเท่านั้น ความรักในหัวใจเราคือเครื่องบูชาอันสูงสุด ซึ่งถวายผ่าน “พระเจ้า”ในตัวผู้อื่นและในสรรพสิ่งแห่งธรรมชาติ ความรักซึ่งหอมหวนยิ่งกว่าดอกไม้และหวานกว่าน้ำผึ้งป่าอันมิอาจซื้อหาได้ด้วยเงินทอง และความพยายามที่จะประจักษ์แจ้งความจริงสูงสุดโดยมิย่อท้อ คือสิ่งที่ผู้เขียนเสนออย่างน่าพินิจใคร่ครวญ
ท้ายนี้ ข้าพเจ้าอยากแก้ความเข้าใจผิดบางประการที่มีต่อชาวฮินดู ชาวฮินดูนั้นมิได้งอมืองอเท้าเฝ้าอ้อนวอนร้องขอแต่พระเมตตาของพระเจ้า แต่ชาวฮินดูเชื่อเรื่อง “ กรรม” พระเป็นเจ้าเป็นแต่ผู้อำนวยให้กฎของกรรมดำเนินไปอย่างถูกต้อง การไม่ทำความดี แม้ผู้นั้นจะร้องขอปานใดก็มิอาจให้ผลดีได้ การบูชาที่ดีควรเป็นไปเพื่อการเคารพสักการะด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ เราบูชาเพราะเรามีใจอยากบูชา เพราะเรามีความเคารพรักในพระเป็นเจ้า มิใช่กระทำในเชิงติดสินบนหรือเพื่อขอสิ่งใดๆ ข้าพเจ้าคิดว่าท่านทั้งหลายไม่ควรร้องขอผลประโยชน์ทางวัตถุใดๆจากพระเป็นเจ้า (บางคนร้องขอผลประโยชน์ทางอบายมุขจากพระเป็นเจ้าเช่น หวย เบอร์เสียด้วยซ้ำ ซึ่งมิใช่สิ่งควรกระทำเลย) สิ่งที่เราอาจพอจะขอพระเมตตาต่อพระองค์ได้เช่น ความสันติสุขในจิตใจ กำลังใจ ส่วนสิ่งอื่นๆ พระองค์ย่อมจัดสรรให้เหมาะสมแก่เราเอง และการแสวงหาผลประโยชน์จากพระเป็นเจ้านั้นเป็นบาปหนักไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆก็ตาม เช่น การเข้าทรง (ซึ่งเป็นไปโดยอำนาจกิเลส เช่นความจงใจหลอกลวง หรือจิตใจอันผิดปกติ เจ็บป่วยของตนเอง) หรือในรูปแบบอื่นๆ นอกจากนี้ยังเป็นการหลอกลวงเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ขอเน้นย้ำว่า การทรงเจ้าเข้าผีไม่มีในคำสอนของศาสนาฮินดู และเราย่อมเข้าถึงพระเป็นเจ้าได้ด้วยความศรัทธาของตัวเราเอง โดยไม่ต้องพึ่งคนทรงเจ้าหรือผู้วิเศษคนใด
ความดีใดๆอันพึงมีในหนังสือนี้ ข้าพเจ้าขอถวายเป็นเทวปูชาแด่เทพเจ้าทุกพระองค์ เป็นมาตาปิตรปูชา และเป็นคุรุปูชาแด่ ท่านปัณฑิต อาจารย์ ศรีลลิต โมหัน วยาส ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ และแด่ท่านอาจารย์ ประมวล เพ็งจันทร์ ขอพระเป็นเจ้าประทานพรแด่ท่านที่ได้อ่าน ให้มีความสุขศานติ และได้พบกับสัจจธรรมอันสูงสุดด้วยเทอญ
โอม ศานติ
ศรีหริทาส
***
โอมฺ ศฺรีคเณศาย นมะ ||
|| ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ปรารมฺภ ||
|| ปหิลา อธฺยาย || ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่1 (บทที่ 1)
บัดนี้
ข้าพเจ้าจักได้สาธยายเรื่องราวและความหมายที่อยู่เบื้องหลังพิธีสัตยนารายณ์บูชา ซึ่งเราทั้งหลายได้กระทำไปแล้ว ในรูปแบบที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ โดยตามประเพณีแล้วนั้น เรื่องราวเกี่ยวกับสัตยนารายณ์บูชาจะถูกเล่าในเชิงนิทาน ซึ่งเป็นเรื่องอันเกิดในอดีตอันไกลโพ้น โดยในกาลครั้งนั้นผู้คนยังสามารถประสบกับปาฏิหาริย์ต่างๆได้ ผิดกับสมัยปัจจุบันที่ผู้คนไม่จำเป็นต้องเชื่อปาฏิหาริย์เช่นนั้นแล้ว คนในยุคเรานี้ล้วนเชื่อในปาฏิหาริย์สมัยใหม่เช่น ซิลิคอนชิปในคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำหน้าที่ต่างๆได้อย่างมากมาย แต่ไม่อาจทำใจให้เชื่อในปาฏิหาริย์อันถูกเล่าตามประเพณีมานับแต่อดีตจากรุ่นสู่รุ่นได้ ดังนั้นข้าพเจ้าจะพยายามเล่าเรื่องสัตยนารายณ์โดย ให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าใจและเข้าถึงได้(โดยเรื่องราวที่จะเล่านี้เก็บความจากคัมภีร์ปุราณะ) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าแห่งหนึ่งนามว่า ไนมิษฺ ซึ่งเป็นที่พำนักของท่านฤาษีเศานักและบรรดาฤาษีทั้งหลาย ฤาษีเหล่านั้นพากันถามผู้เล่านิทาน(สูตะ)ว่า ทำอย่างไรที่บุคคลจะได้รับความสันติแห่งจิตใจ สุขภาพที่ดี ทรัพย์สมบัติและความสุข สูตะกล่าวตอบว่า คำถามเช่นนี้ก็ได้บังเกิดขึ้นในจิตของท่านพรหมฤาษีนารทมุนีเช่นกัน ขณะเมื่อท่านนารทรู้สึกขัดข้องว้าวุ้นใจและปราศจากความสุข เมื่อได้พบเห็นความทุกข์ของสรรพชีวิตทั้งหลายในจักรวาล ด้วยเหตุนั้น ท่านนารถมุนี จึ่งได้นั่งสมาธิดำดิ่งลงในความสงบอันลึกซึ้ง เพื่อค้นหาตัวตนอันแท้จริง และท่านได้ประจักษ์ถึง “โอมฺ” พยางค์ลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือ “อาตมัน” อันเป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา เป็นจุดเริ่มต้นแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง คือสำนึกรู้แห่งการดำรงอยู่ของเรา และด้วยการประจักษ์เช่นนั้นเอง ได้ทำให้ท่านรู้ว่า เมื่อไหร่และที่ไหนที่สิ่งนั้นเกิดขึ้นมา และเมื่อใดคือจุดสิ้นสุดของมัน ภายใต้ดวงตาอันปิดสนิทนั้นเอง ท่านนารทมุนี ได้คิดคำนึงถึงสิ่งที่งดงามที่สุด หล่อเหลาที่สุด รูปลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้ภายใต้ห้วงอวกาศอันไม่มีที่สุดนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยดวงดาวจำนวนนับอนันต์ซึ่งอยู่ภายใต้กาแลคซี่จำนวนนับอนันต์เช่นกัน กาแลคซี่ทางช้างเผือก ระบบสุริยจักรวาล พระอาทิตย์ และพระจันทร์ สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตในจักรวาล ทวีป ประเทศ บ้านเมืองนี้ และผู้คนทั้งหลายที่อยู่รอบๆตัว ท่านรำพึงว่า ใครกันหนอที่ เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งเหล่านี้ ท่านผู้นั้นอยู่ที่ใด ท่านผู้นั้นเป็นอย่างไร ในที่สุดท่านนารทก็พบว่า ผู้สรรค์สร้างจักรวาลนี้มิใช่ใครอื่น แต่เป็นองค์พระวิษณุนารายณ์ผู้ทรงฤทธานุภาพ ซึ่งมีพระเนตร พระเศียร พระกร และพระบาทอย่างละพัน(ลักษณะของพระเป็นเจ้าที่กล่าวมานี้ ปรากฏใน “ปุรุษะสูกตะ” ซึ่งว่าด้วยการสร้างโลก ในคัมภีร์ฤคเวท – ผู้แปล) องค์พระเป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพนี้ ทรงอยู่ภายในทุกสรรพสิ่งในจักรวาลแต่ขณะเดียวกันพระองค์ก็อยู่เหนือสรรพสิ่งเหล่านั้นด้วย พระเป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพนั้นง่ายดายที่จะเข้าถึงในขณะเดียวกันก็ยากที่จะรับรู้ถึงพระองค์ พระองค์ทรงสถานุ(มั่นคงไม่เคลื่อนไหว) แต่ขณะเดียวกันก็ทรงเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าความคิด พระองค์เล็กกว่าอะตอมที่เล็กที่สุดเท่าที่เราจะจินตนาการได้ ขณะเดียวกันก็ทรงใหญ่ยิ่งกว่าท้องฟ้า พระองค์ทรงสถิตในดวงใจของผู้เที่ยงธรรม ผู้ซึ่งเอาใจใส่ต่อสรรพชีวิตที่น่าสงสารและทุกข์ทนเฉกเช่นเดียวกับเอาใจใส่ต่อญาติมิตรของเขาเอง ทรงสถิตกับบุคคลผู้ที่เสียสละเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสังคม ผู้ซึ่งคิดถึงความสุข ความปิติยินดี และเจตน์จำนงที่ดีของสังคมเสมอ และพระองค์ทรงสถิตในผู้เลี้ยงดูคนที่หิวโหยทั้งหลาย พระองค์ยังสถิตกับคนชอบธรรม คือผู้ทำงานหนักเพื่อขจัดเสียซึ่งความมืดมิดแห่งอวิชชาและจุดไฟแสงสว่างแห่งปัญญาแก่ผู้คน ด้วยการประจักษ์แจ้งถึงองค์พระเป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพนี้เอง ท่านนารทมุนีก็เป็นสุข ความว้าวุ้นขัดข้องทั้งปวงในจิตใจของท่านก็ปลาสนาการไป จิตของท่านสงบสันติเป็นอย่างยิ่ง และนั่นก็ส่งผลให้สุขภาพของท่านดีขึ้น เมื่อร่างกายดีก็ไม่ยากที่บุคคลจะแสวงหาและได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติ ดังนั้นสุขภาพที่ดี ทรัพย์สมบัติ ความมีใจกว้างขวาง ความสันติสุขแห่งจิตใจ ก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เมื่อบุคคลได้ประจักษ์ถึงความจริงแท้ของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ คือ องค์สัตยนารายณ์นั่นเอง
จบอัธยายที่ 1 แห่ง ศรีสัตยนารายณ์ กถา ด้วยประการฉะนี้
โอมฺ ศฺรีสตฺยนารายณาย นมะ || โอมฺ นโม ภควเต วาสุเทวาย ||
***
|| ศฺรีสตฺยนารายณ กถา ||
|| ทุสรา อธฺยาย || ศรีสัตยนารายณ์ กถา อัธยายที่2 (บทที่ 2)
วันหนึ่ง ท่านพรหมฤาษีนารทได้พบกับพราหมณ์ยากจน ในนครกาศี(พาราณสี)อันงดงาม พราหมณ์ยากจนผู้นั้นหิวโหย ทั้งยังเศร้าหมองเพราะความสังเวชในสภาพของตนเอง เมื่อท่าน นารทมุนี ได้เห็นพราหมณ์ผู้นั้นแล้ว ท่านได้เข้าไปใกล้แล้วถามขึ้นว่าเหตุใดเขาจึงดูเศร้าหมองนัก พราหมณ์ตอบว่า “ โอ ข้าแต่ท่านพรหมฤาษี ทำอย่างไรเล่าข้าพเจ้าจะสามารถขจัดเสียซึ่งความยากจนและความทุกข์ประดามีที่ข้าพเจ้าประสบอยู่ ข้าพเจ้าว้าวุ้นสับสนจนไม่อาจนอนหลับลงได้ในยามราตรี ได้โปรดบอกข้าพเจ้าหน่อยเถอะ ว่าทำไฉนข้าพเจ้าจะขจัดเสียซึ่งความเศร้าหมองที่ข้าพเจ้ามีในบัดนี้” ท่านนารทมุนีตอบว่า “นี่แน่ะ มิตรรัก ในเบื้องต้นท่านจงพยายามทำความเข้าใจว่า จริงๆแล้วท่านคือใคร จงพยายามทำความเข้าใจถึงรูปลักษณ์และธรรมชาติอันแท้จริงของ สัจธรรมสูงสุด จงพินิจพิจารณาเถิดว่าพิธีสัตยนารายณ์บูชานั้นกระทำอย่างไร ด้วยการประจักษ์แจ้งความจริงของตน ท่านก็จะบรรลุสิ่งทั้งปวงที่ท่านต้องการ” พราหมณ์ผู้นั้นจึ่งกลับไปบ้าน ในไม่กี่วันต่อมาเขาได้พินิจพิเคราะห์ว่าพิธีสัตยนารายณ์นั้นกระทำอย่างไร เขาได้สังเกตความเรียบง่ายของพิธีในการใช้ หมาก มะพร้าวและหม้อน้ำกลศ ที่ถูกใช้เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติอันแท้จริงของสิ่งสูงสุด เขาเองก็ได้เริ่มวิธีการเช่นเดียวกันนี้เพื่อจะทำความเข้าใจองค์สิ่งสูงสุด เขาดูแลช่วยเหลือภรรยา ดั่งถวายบริการแด่องค์พระลักษมี เขามอบความรักแด่บุตรชายของตนดั่งถวายความรักต่อองค์พาลกฤษณะ(พระกฤษณะในวัยเด็ก) และเขามอบความรู้แด่บุตรสาวดั่งถวายต่อองค์พระสรัสวตี ทัศนะที่มีต่อชีวิตของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาเริ่มมองเห็นสิ่งต่างๆว่าเป็นส่วนหนึ่งหรือเศษเสี้ยวหนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด ทั้งหมดนี้ได้ทำให้เกิดสันติสุขขึ้นในหัวใจของเขา ความว้าวุ้นสับสนได้มลายไป เขากลายเป็นผู้ที่มีความสุข เมื่อใดที่จิตเป็นสุขร่างกายก็จะตอบสนองในแง่ดีด้วย ดังนั้นสุขภาพของเขาก็ดีขึ้น เขาสามารถที่จะทำงานหนักได้ และด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งการทำงานหนักและธรรมชาติของตัวเขาเอง พราหมณ์ผู้นั้นกลายเป็นบุคคลอันเป็นที่ต้องการของสังคม สถานภาพทางสังคมของเขาก็ดีขึ้น ความซื่อสัตย์จริงใจและความรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า โดยปราศจากความปรารถนาผลทางวัตถุใดๆ ก็ทำให้เขาได้รับสิ่งทั้งปวงอันเหมาะสมที่เขาจะพึงได้รับ วันหนึ่ง ขณะที่พราหมณ์ผู้นั้นกำลังประกอบพิธีสัตยนารายณ์บูชาอยู่นั้น เขาก็สังเกตเห็น ชายขายฟืนยากจนและหิวโหยซึ่งเทินมัดกองฟืนไว้บนศรีษะ ยืนอยู่ที่ประตูบ้านของเขา ชายขายฟืนเอ่ยถามว่าพราหมณ์กำลังทำสิ่งใด พราหมณ์จึงเชื้อเชิญชายขายฟืนเข้ามาในบ้านและชวนให้เขาพินิจดูว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ และกล่าวบอกชายขายฟืนว่าทำอย่างไรที่บุคคลจะได้รับสิ่งที่พึงใจอย่างเต็มที่จากการพยายามทำความเข้าใจธรรมชาติอันแท้จริงของพระผู้เป็นเจ้าคือองค์สัตยนารายณ์ โดยการสังเกตพิธีสัตยนารายณบูชานั่นเอง ชายขายฟืนได้กลายเป็นผู้ที่มีความสุขอย่างยิ่ง เขาได้เจริญรอยตามพราหมณ์ผู้นั้น
ด้วยการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของจิตใจในทางที่ดีขึ้น
ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพกาย พละ
กำลัง และการทำงาน
การเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ใจนี้นำมาสู่การทำงานที่หนัก
ขึ้นอันจะนำไปสู่ทรัพย์สิน บุตรที่ดีและครอบครัวที่เป็นสุข
จบอัธยายที่ 2 แห่ง ศรีสัตยนารายณ์ กถา ด้วยประการฉะนี้
โอมฺ ศฺรีสตฺยนารายณาย นมะ || โอมฺ นโม ภควเต วาสุเทวาย ||
***
posted on 24 Dec 2007 14:34 by wongmalatorn-say in Hinduism
"ความรัก"คืออะไร ใครตอบได้บ้างว่าเหตุใดมนุษย์จึงต้องถวิลหาความรัก
บ้างก็ว่ารักทำให้มีพลัง มีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต เป็นเหมือนดั่งน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ
บ้างก็ว่ารักคือยาขมทำลายชีวิตหากพลาดพลั้งหรือรักไม่เป็น แต่กระนั้นหลายคนก็ยังเฝ้ารอคอยให้ความรักเกิดขึ้นกับตนสักครั้งในชีวิต ซึ่งนอกจากจะเป็นฝ่ายเข้าไปทำความรู้จักคนที่หมายปองด้วยตัวเองแล้ว ยังมีสารพัดวิธีที่จะทำให้เขาคนนั้นได้รับรู้ความในใจและเกิดความประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการส่งดอกไม้ มอบของขวัญหรือแม้กระทั่งบนบาลศาลกล่าวขอให้เทพเจ้าช่วยให้สมหวังในรัก
ยิ่งในวันที่ 14 กุมภาฯวันแห่งความรักด้วยแล้ว หลายๆคนที่ยังไม่สมหวังหรือรอคอยคำตอบนั้นต่างก็ลุ้นระทึกว่าวาเลนไทน์ปีนี้จะครองคู่ชู้ชื่นหรือจะโดดเดี่ยวเดียวดายกันหนอ ทำให้แถวย่านราชประสงค์คลาคล่ำไปด้วยผู้ที่ตามหาความรักไปบนให้พระตรีมูรติช่วยให้เขาและเธอสมปรารถนา และก็มีหลายต่อหลายคู่ที่สมหวังและบอกต่อกันมาปากต่อปาก ทำให้ชื่อเสียงของพระตรีมูรติขจรขจายกลายเป็นเทพ
แห่งความรัก!!
"พระตรีมูรติ"(เทพทัตตาเตรยะ) เป็นรูปหนึ่งของพระวิษณุ (นารายณ์) ที่รวมเทพทั้งสามไว้ในพระองค์ มีพระเศียร 3 เศียร แทนพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ มีสุนัข 4 ตัวติดตาม สุนัขเป็นตัวแทนพระเวททั้ง 4 และมีแม่โคศักดิ์สิทธิ์ ติดตามด้วย1 ตัว เสมือนเป็นการรวมพลังของเทพเจ้าทั้งสามได้แก่ "พระพรหม พระอิศวร (ศิวะ) และพระวิษณุ (นารายณ์)" ไว้ในรูปเดียวหรือร่างเดียว อาวุธและพาหนะที่ปรากฏในภาพ คือ อาวุธและพาหนะประจำองค์เทพเจ้าทั้ง 3 องค์นั่นเอง
อาจกล่าวได้ว่าพระตรีมูรติมีพลังของเทพเจ้าทั้งสามในรูปเดียวคือ การสร้างโลก (สฤษฏิ) เป็นพลังของพระพรหม รักษาโลก (สถิติ) เป็นพลังของพระวิษณุ (นารายณ์) และทำลายโลก (ประลัย) เป็นพลังของพระอิศวร (ศิวะ) การรวมตัวกันของ "พลังทั้งสาม" คือการแสดงออกของปรมาตมันพลังอันยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้าในสรรพสิ่ง
ดังนั้นเทวะทั้ง 3 จึงเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังทางธรรมชาติ พลังสร้าง พลังบำรุง พลังทำลาย ซึ่งพลังทั้งสามนี้มักจะทำเป็นเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ว่า "โอม" โดยคำสวดบูชาเทพตรีมูรติที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี คือคำว่า "โอ" มาจาก "มะ" แทนองค์พรหม "อะ" แทนองค์วิษณุ "อุ" แทนองค์ศิวะเพราะฉะนั้นการเอ่ยคำว่า "โอม" จึงเท่ากับเป็นการเอ่ยนามของเทพทั้ง 3 ซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้ได้รับพรอันประเสริฐจากเทพเจ้า โดยคนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าหากบูชา "พระตรีมูรติ" จะมีความหมายที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ทั้งในชีวิต ความรัก และการงาน
นอกจากนี้แล้วในอดีตนั้นพระตรีมูรติคือเทพพารักษ์ประจำวังเพ็ชรบูรณ์(เพชรบูรณ์)มาก่อน ซึ่งเดิมที่ตั้งของพระตรีมูรติและเซ็นทรัล เวิลด์ พล่าซ่านั้นได้ตั้งอยู่บนพื้นที่ของวังเพ็ชรบูรณ์เดิม และมีเรื่องร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระตรีมูรติว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วังเพ็ชรบูรณ์ได้รอดพ้นความเสียหายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ทั้งๆในช่วงเวลานั้นมีสงครามและได้มีการทิ้งระเบิดลงกรุงเทพฯและบางส่วนตกลงมาบริเวณวัง แต่ปรากฏว่าระเบิดนั้นไม่ระเบิด และมิได้ทำความเสียหายใดๆให้แก่วังเพ็ชรบูรณ์เลย ทำให้หลายคนแปลกในปาฏิหาริย์ครั้งนั้นมาก
สำหรับความเชื่อเรื่องที่พระตรีมูรติเป็นเทพเจ้าแห่งความรักที่สามารถดลบันดาลให้ชาย-หญิงสมหวังในรักนั้น ไม่ปรากฏแน่ชัดว่ามาจากสาเหตุใด แต่กระนั้นในทุกค่ำคืนของวันพฤหัสบดี เวลา 21.30น.ซึ่งเชื่อว่าเป็นเวลาดี-เวลามงคลที่เทพจะเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ลงมาประทานพรให้ผู้ที่มาวิงวอน จะมีผู้คนที่อยากสมหวังในความรักพากันมาอธิษฐานจิตขอพรให้สมหวังในความรักในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขอให้แฟนเก่ากลับมาหา ขอให้เจอคู่แท้ที่หามานานหรือขอให้ได้แต่งงานไวๆ ต่างก็นำดอกไม้ ธูปเทียนและผลไม้ต่างๆมาบนบาน
เนื่องจากขอพรในเรื่องความรัก ดอกไม้ที่นิยมนำมาถวายนั้นส่วนใหญ่จึงเป็นดอกกุหลาบสีแดง 9 ดอก(ช่อ)ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักหรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นสัญลักษณ์ของโลกียะ ความเป็นมงคลและพลังชีวิต นอกจากนี้ยังต้องมีธูปสีแดงจำนวน 9 ดอกหรือจะเป็นพวงมาลัยกุหลาบ 1 พวงก็ได้ เทียนแดงจะ1เล่มหรือ1 คู่ก็ได้ แต่ถ้าเป็น 1 คู่จะที่ถือเคล็ดว่าต้องประกบให้แนบชิดกันเพื่อความแนบแน่นในชีวิตรัก แต่หากใครยังไร้คู่ก็อาจสื่อความหมายให้ไม่โดดเดี่ยว มีคู่โดยเร็วไว ส่วนผลไม้นั้นนิยมมะพร้าว น้ำอ้อย นมสดหรือของหวานอะไรก็ได้ แต่ที่ห้ามอย่างเด็ดขาดคืออาหารคาวทั้งหลาย และนิยมไหว้ในวันพฤหัสบดีเวลา 21.30 น.โดยเชื่อกันว่าเป็นเวลาที่เทพจะลงมาประทับ แต่หากใครไม่สะดวกในวันนั้นจะเลือกมาวันอื่นก็ได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือจิตใจที่แน่วแน่และมีสมาธิในการอธิษฐาน
สำหรับพิธีการไหว้นั้นคุณสมบัติอาจจะต้องการหาแฟนหรือหาคนดูแลหัวใจ เรียกง่ายๆโสด แต่หากไม่โสดแล้วอาจจะขอให้ความรักที่มีอยู่สดใสซาบซ่าดียิ่งๆขึ้นไปก็ได้ แต่ถ้าต้องการหากิ๊กไม่แนะนำ เนื่องจากพระตรีมูรติเป็นเทพเพราะฉะนั้นทางจึงไม่ดลบันดาลอะไรที่ผิดศีลธรรม ทางที่ดีควรอธิษฐานในเรื่องที่ถูกทำนองครองธรรมจะดีที่สุด อาจจะไม่ใช่เรื่องความรักอย่างเดียว อาจจะขอเรื่องหน้าที่การงานให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ควรลองของเด็ดขาด เพราะขึ้นชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วไม่เชื่ออย่าลบหลู่!!!
แม้ปัจจุบันพระตรีมูรติจะย้ายที่ประดิษฐานไปยังเทวาลัยแห่งใหม่ บริเวณลานด้านหน้าห้างสรรพสินค้า อิเซตัน ใกล้ศาลพระพิฆเนศวรแล้ว แต่บรรดาผู้ตามหารักแท้ทั้งหลายต่างก็พากันหลั่งไหลไปขอพรจากท่านเช่นเดิม แม้ว่าจะเป็นเพียงความเชื่อว่าจะทำให้พบกับเนื้อคู่หรือความรักที่แท้จริง แต่การขอพรจากพระตรีมูรติก็ได้แสดงให้เห็นว่าแม้โลกจะมีสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยเพียงไร แต่ "ความรัก"ก็ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ถวิลหาและต้องการรู้รสชาติแห่งรักสักครั้งในชีวิต
ขอบคุณที่มาจากโดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 กุมภาพันธ์ 2549
posted on 24 Dec 2007 14:30 by wongmalatorn-say in Hinduism
รุทธอวตาร (อวตารของพระศิวะ)
บนภูเขาที่มีนามว่า ริศีมุก ณ ที่นั่น มีพญาวานรที่มีนามว่า เกสรี และนามของนางพญาวานรอันเป็นชายาของเขา นามว่า อัญชนา เพื่อความปรารถนาที่จะได้บุตรสักตัวหนึ่ง นางจึงกราบไหว้พระศิวะด้วยความภักดีอย่างยิ่ง พระศิวะทรงพึงพอใจกับด้วยความภักดีของเธอ และต้องการให้เธอได้สิ่งที่เธอต้องการ นางขอให้พระศิวะประทานบุตรให้แก่เธอให้มีความแข็งแรงเหมือนพระศิวะ พระศิวะทรงให้พรแก่เธอทันทีและบอกแก่เธอว่า การปรากฏเป็นองค์อวตารครั้งที่สิบเอ็ดของพระศิวะจะเกิดเป็นบุตรของเธอ ในเวลาต่อมา พระจันทร์เต็มดวงในเดือนไจตระ วันอังคาร การปรากฏครั้งที่สิบเอ็ดของพระศิวะก็ได้อุบัติขึ้นได้นามว่า ศรีหนุมาน
บทเรียนจากรูปแบบของวานร มีดังนี้
หน้าตาของพญาวานรชื่อศรีหนุมานได้ให้บทเรียนแก่เราดังต่อไปนี้การที่เราจะได้มาซึ่งความนิยมนับถือ มันไม่สำคัญที่จะมีร่างกายสวยงามเท่านั้น แต่มันสำคัญอยู่ที่การบริการรับใช้ที่ปราศจากความเห็นแก่ตัวที่มีต่อผู้หลักผู้ใหญ่ และต่อประชาชน ไม่มีบุคคลใดที่มีรูปร่างสวยงามอย่างเดียวจะสามารถเอาชนะหัวใจของบุคคลอื่นได้และไม่สามารถที่จะเป็นผู้ภักดีที่แท้จริงได้ เว้นเสียแต่ว่าเขาผู้นั้นจะมีคุณสมบัติที่ดี ฉะนั้น มันมีความสำคัญที่จะกำจัดความเจ็บปวดของคนอื่น และทำการรับใช้โดยที่ไม่เห็นแก่ตัวต่อสังคม เช่น หนุมาน ฉะนั้น บุคคลสามารถเอาชนะความรักและความเคารพนับถือจากคนอื่นได้ก็ด้วยเอาแบบอย่างหนุมาน
เมื่อ หนุมานเดินทางไปถึงเกาะลังกาอันเป็นอาณาจักรของทศกัณฐ์ ยักษ์และมารทั้งหมด ก็โอบล้อมเขาเอาไว้ด้วยหน้าตาและอาวุธที่โหดร้าย แต่หนุมานก็ไม่ได้สะทกสะท้านประการใด เขากลับมีความเชื่อมั่นในพระราม และมีความเชื่อมั่นในตัวของเขาเองอย่างสูงผลของมันก็คือว่า เขาเอาชนะ พลังอำนาจของทศกัณฐ์ได้ทั้งหมด และได้รับผลสำเร็จในการเดินทางไปครั้งนั้น ในทำนองเดียวกันนี้ ในเวลาที่เราได้รับความยุ่งยากต่าง ๆ เราไม่ควรสะทกสะท้านต่อเหตุการณ์ และควรตั้งใจมั่นคงแน่วแน่ในความภักดีต่อพระเป็นเจ้า
ในรูปภาพบางภาพที่อยู่ในโบสถ์นั้น แสดงให้เห็นว่า หนุมาน กำลังยกภูเขาบนฝ่ามือซ้าย อันนี้หมายถึงว่า ขณะที่หนุมานเดินทางไป ผ่านอุปสรรคความยุ่งยากทั้งหมด และนำเอาภูเขามาเพื่อช่วยชีวิตของพระลักษณ์ให้ปลอดภัย ในทำนองเดียวกันนี้ เราควรจะเตรียมใจให้พร้อมไว้เสมอที่จะรับมือเพื่อต่อสู้กับความยุ่งยากใดๆ เพื่อช่วยเหลือหรือรักษาชีวิตของสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลทั้งหลายที่อยู่ในสังคมของเรา แล้วเท่านั้น เราจึงจะมีสิทธิได้รับพรจากพระเป็นเจ้า
ผู้ภักดีทีมีความตั้งใจที่มีเล่ห์กลหลอกลวง ไม่มีสิทธิที่จะได้รับพรของพระเป็นเจ้าได้ เขาเป็นศัตรูตัวจริงของความโหดร้ายทั้งหลาย เมื่อหนุมานเดินทางไปเอาต้นไม้สันชีวนี (เป็นยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง) เพื่อรักษาชีวิตของพระลักษณ์ให้ปลอดภัย ยักษ์นามว่าเนมิ แต่งตัวเขาเองเป็นเหมือนนักบวช และเริ่มเทศน์สอนหนุมาน หนุมานพบการแสดงกลลวงของความชั่วนั้นได้ทันที และลงโทษฆ่าเขาทันที ถ้าคนต้องการที่จะรับพรของหนุมาน เขาผู้นั้นต้องมีใจบริสุทธิ์และไม่ควรคิดร้ายหรือเจตนาหลอกลวงใดๆ
มีแม่มดตนหนึ่งนามว่า “สุรสา เศ” อาศัยอยู่ในทะเล มีอำนาจทางโยคะ ดึงเอาสิ่งต่างๆ ที่บินได้ลงไปสู่ทะเล และก็ฆ่ามันกินเป็นอาหาร เมื่อหนุมาน เหาะไปเหนือทะเล เพื่อตามหาพระนางสีดา สุรสา ก็ดึงหณุมาน แต่เขาก็ทำให้ร่างกายใหญ่โต ซึ่งเธอไม่สามารถจะกินได้ และในทันทีนั้น หนุมานก็แปลงกายเขาเป็นยุง แล้วเข้าไปในปากของเธอ แล้วก็ออกมาจากปากเธอทันที เหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า ถ้าเราได้มาซึ่งอำนาจโยคะอย่างใดอย่างหนึ่ง เราควรใช้อำนาจอย่างเดียวกันนั้น เพื่อช่วยเหลือและคุ้มครอง คนอื่น ๆ ให้ปลอดภัยมากกว่าที่จะฆ่าหรือทำลายคนอื่น เพื่อเจตนาอันเห็นแก่ตัวของเรา
ผู้ภักดีที่แท้จริงของพระรามก็คือหนุมานที่เหมือนมากที่สุด บุคคลผู้ซึ่งระลึกนึกถึงพระรามอยู่สม่ำเสมอ หนุมานช่วยเหลือพระองค์ทุกๆ ก้าวของชีวิต และเขาทำให้ความปรารถนาทุกอย่างของเขาสำเร็จลงโดยสมบูรณ์ และกำจัดความทุกข์ทั้งมวลของเขาออกไปได้
เย ชยนฺติ สทา เสนหนาม มนฺคลย กรนมฺ
ศรี มโตราม จนฺทรสฺย กริปาโล มรม สวมินิ
เตศมารโถ สทาวิปร ปรทาตหม ปรยาตนตห
ทาทามิ วนฺจิต นิตฺยมฺ สรวนา เสารวยมุตตม
ความหมายก็คือว่า ผู้ภักดีเหล่านั้น ผู้ซึ่งระลึกนึกถึงพระราม ผู้มีความเมตตาที่สุดของเราทุกๆ วัน และตลอดเวลา ข้าฯ จะทำให้ความปรารถนาทุก ๆ อย่างของผู้ภักดีเช่นนั้นสำเร็จลงโดยสมบูรณ์ และประทานความสำเร็จในการกระทำทุก ๆ อย่างให้แก่พวกเขา ฉะนั้น การที่เราจะได้รับพรจาก หนุมาน มันเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องทำการบูชา และระลึกนึกถึงพระราม
จาก
ศรีมณเฑียร ทรรศน์
ขอขอบคุณ
สมาคมฮินดูสมาช
posted on 03 Dec 2007 16:19 by wongmalatorn-say
พระเป็นเจ้าผู้สูงสุดอันไม่สามารถจะเห็นได้ ย่อมอวตารลงมาในรูปร่างมนุษย์ อย่างเช่นพระรามพระองค์ได้ทรงชี้หนทางให้แก่คน และอำนาจอันสูงสุดก็ลงมาในรูปร่างของพระนางสีดา เพื่อชี้หนทางที่ถูกต้องให้แก่สตรีทั้งหลาย พระรามเป็นเมล็ดพืชขั้นมูลฐานของธรรมชาติและพระนางสีดา อุบัติมาเพื่อทำการหล่อเลี้ยงเมล็ดพืชเหล่านั้นให้เจริญรุ่งเรืองและเติบโตขึ้น
ปรนว ปรกฤติ รูปตวต ส สีตา ปรกฤติรูจยเต
เทพีผู้สูงสุดในรูปแบบของพระนางสีดา แสดงให้เห็นถึงสัตย์ (ความจริง) ราชาพลังและตโมคุม (ความโกรธ) คำว่า “สีดา” ทำให้ข้อความนี้ชัดแจ้งดังนี้ (ส) “สการ” แสดงให้เห็นถึงสัจจะ (ความจริง) นี้คือ อมฤต และโสม ธรรมชาติในรูปแบบนี้ ย่อมให้น้ำอมฤต ให้อาหารคนและอาหารสัตว์ตามลำดับแก่เทพทั้งหลาย และมนุษยชาติ และสัตว์ทั้งหลาย (อี) = “อิกอาร์” เป็นรูปซึ่งพัฒนาธรรมชาติในลักษณะทั้งมวล ตา = หมายถึง รูปแบบ ของพระนางลักษมี (เทพีแห่งทรัพย์สมบัติ) ผู้ประทานความสุขสบาย และทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้แก่โลก ความจริงแท้นั้นก็คือว่า พระนางสีดาเกิดมาจากหม้อดิน ในทุ่งนาของพระราชาชนก ขณะที่พระองค์ทรงไถนั้น แสดงให้เห็นว่าอำนาจขั้นมูลฐานอันยิ่งใหญ่นั้น อยู่ในดินของพระวิษณุ ย่อมเป็นตัวแทนในพระนางสีดา ลักษณะทั้งสองเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติอย่างเดียวกัน เปรียบเหมือนเหรียญเงินเดียวกัน ข้างหนึ่งนั้นมีรูปภาพ และอีกข้างหนึ่งแสดงถึงอัตราราคา
พระนางสีดาคือการศึกษาอันสูงสุด ซึ่งนำไปสู่ความหลุดพัน และความแข็งแกร่ง ส่วนทศกัณณ์ได้บำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้น หลายครั้งหลายหน และเขาย่อมได้มาซึ่งอำนาจทางไสยศาสตร์ต่าง ๆ แต่เขาไม่ได้รับความสงบสุข ทั้งไม่ได้ความหลุดพ้น แล้วเขาก็พบหนทางของเขาที่จะเข้าถึงความหลุดพ้น โดยผ่านการศึกษาที่สูงสุด คือพระนางสีดา และเขาก็ได้ความหลุดพ้น โดยผ่านสื่ออันนี้ ฤาษีวิศวมิตร ก็เคยหยิ่งผยองของอำนาจของเขา เมื่อเขายังคงลำพองตัวอยู่ เขาก็แพ้จากอำนาจเจตนาของฤาษีวาศิษฐ์ แต่เมื่อเขาเห็นอำนาจที่สูงที่สุดทางการศึกษา (สีดา) เขาก็ยอมตนประนมมือขึ้น ต่อหน้าของท่านวาศิษฐ์โดยไม่ชักช้า ดังนั้น เขาจึงได้รับนามว่า พรหมฤาษี ฉะนั้น การที่จะเข้าถึงพระราม จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องทำความเคารพนบน้อม ต่ออำนาจการศึกษาที่สูงส่งคือภควดีสีดา (พระนางสีดา)
คุณลักษณะนิสัยอันบริสุทธิ์ของภควดีสีดา เป็นตัวอย่างที่เป็นเอกภาพของความอดทนและความเคารพต่อธรรมะ ของสตรีชาวอินเดีย มันเป็นการยากมากที่จะหาตัวอย่างที่เหมือนกันในประวัติศาสตร์โลกในปัจจุบัน พระนางเป็นเจ้าหญิงและสะใภ้เจ้า ทรงรักษาพระองค์เองให้มีกิจการงานอยู่เสมอ ในงานของพระองค์เองทรงรับใช้พระสสุระและพระสัสสุ (พระบิดาและพระมารดาของพระราม) หลังจากพระนางได้ทรงอภิเษกสมรสแล้ว พระองค์ทรงรักษาความรักตามปกติของพระองค์ที่มีต่อน้องสาวของพระองค์คือพระนางอุรมิลา ศรตุกิรติ และมันดวี ความรู้อันบริสุทธิ์ของพระองค์ (ปราศจากความรู้สึกอิจฉาริษยาใด ๆ ) ที่มีต่อพระอนุชา และพระขนิษฐาของพระสวามี เป็นตัวอย่างอันมีค่าที่ควรดำเนินตาม แม้ในปัจจุบัน พระองค์ทรงให้ความเคารพนับถือและรักพระอนุชาของพระสวามี เหมือนกับโอรสของพระนางเอง ในฐานะที่พระองค์เป็นชายาของพระราม พระองค์ทรงประทับอยู่กับพระสวามีตลอดเวลาไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือชั่วอย่างไร หลังจากที่พระรามได้รับคำสั่งให้ไปอยู่ป่าเป็นเวลา 14 ปี พระองค์ก็ยังคงติดตามพระสวามีของพระองค์ และรับใช้พระสวามีในป่าดีกว่าที่จะอยู่ในวัง ในป่านั้น พระองค์ทรงรับใช้พระสวามีโดยความยินดีและบริสุทธิ์ใจ ตรงกันข้ามกับการต่อสู้กับอุปสรรคและความยุ่งยากมากมาย
การกระทำให้เหตุการณ์ยุ่งยากมากขึ้น และลำบากมากขึ้นแก่พระนางก็คือทศกัณณ์ได้ลักพาพระนางไปและทำการทรมานพระองค์ต่าง ๆ นานา แม้พระนางจะอยู่ในสภาพวิกฤติอย่างนี้ พระนางก็ต้องอดทนต่อสู้อย่างกล้าหาญ ตรงกันข้ามกับที่พวกมารทั้งหลายขู่คุกคามให้พระนางทรงกลัว และทศกัณณ์ก็ให้สิ่งล่อพระทัยมากมาย พระนางทรงต่อสู้โดยไม่ถอยหลัง แม้แต่ก้าวเดียว และพระนางก็ทรงมีพระทัยอันหนักแน่นมั่นคง อยู่ในธรรมะของพระนาง ในฐานะที่เป็นพระชายาที่แท้จริง ของพระสวามีของพระนางเอง การทดสอบถึงความภักดีอันแท้จริงนั้นไม่มีขอบเขตจำกัด มันเป็นเพียงความทารุณโหดร้ายเหล่านี้เท่านั้น ที่พระนางจะต้องอดทน ครั้งหนึ่งเมื่อพระรามได้แยกพระองค์เองออกจากพระนาง อันเนื่องมาจากความกดดันจากประชาชนทั้งหลาย พระลักษณ์พาพระนางไปทิ้งไว้ในป่าตามคำสั่งของพระราม ณ จุด ๆ นี้ พระลักษณ์ทรงร้องไห้อย่างข่มขืน แต่พระนางทรงปลอบพระลักษณ์ โดยตรัสว่า ถ้าพระสวามีของพระนาง สามารถจะรักษาเกียรติของพระองค์ไว้ได้ ในฐานะที่เป็นกษัตริย์ที่ดี เพียงแค่การเสียสละ เล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ของพระนาง ไม่มีการเสนอที่ดีกว่าอย่างใดอย่างหนึ่งในชีวิตของพระนาง ในฐานะที่เป็นพระมารดา พระนางทรงแสดงบทบาทของพระองค์อย่างเชี่ยวชาญมากในการอบรมเลี้ยงดูพระโอรสของพระนาง และทำให้พวกเขาแข็งแกร่ง ได้รับการศึกษาและอยู่ในคุณธรรม พระนางโดยส่วนของพระองค์เองแล้วทรงให้คำแนะนำตามตารางเวลาประจำวันสำหรับพระโอรสลัฟ และกุษ และพระนางทรงสำนึกอยู่เสมอในการสอนกริยามารยาทที่ดีให้แก่พระโอรสทั้งสอง
ลักษณะนิสัยอันประเสริฐของพระนางสีดา คือตัวอย่างสำหรับสตรีทั้งหลาย อันนี้แสดงให้เห็นว่า สตรีชาวอินเดียนั้น ไม่ได้หมายถึงความเพลิดเพลินในทางกามคุณเพียงอย่างเดียว แต่เธอจะต้องมีพลังอำนาจที่สูง ที่จะนำชีวิตที่ดีให้แก่สามี ครอบครัว สังคม และโลกทั้งมวล
ถ้าบุคคลดำเนินตามลักษณะนิสัยอันประเสริฐของพระรามและพระนางสีดา เขาผู้นั้นสามารถที่จะเข้าถึงคุณสมบัติทั้งหลายของเทพเจ้าในชีวิตนี้เอง การบูชาพระรามและพระนางสีดา คือการปรับเอาคุณสมบัติของพระองค์ทั้งสองไปประพฤติปฏิบัติเป็นประจำวันของตนเอง
*****
จาก
ศรีมณเฑียร ทรรศน์
ขอขอบคุณ
สมาคมฮินดูสมาช
posted on 03 Dec 2007 15:35 by wongmalatorn-say
ศรีคเณศ คือพระเป็นเจ้า คนทั้งหลายบูชาในฐานะเป็นหัวหน้าของเทพองค์อื่นๆ ไม่เพียงแต่ในประเทศอินเดียเท่านั้น แต่มีคนบูชาพระองค์กันทั่วโลก ศรีคเณศได้รับการกราบไหว้บูชาในฐานะเป็นเทพเจ้าองค์แรกในรูปแบบหนึ่งหรือรูปแบบอื่น ในธงประจำชาติของเยอรมันมีสัญญลักษณ์ สัญลักษณ์อันสูงสุดของศรีคเณศปรากฏอยู่ ในประเทศจีน รูปปั้นของศรีคเณศย่อมเป็นที่รู้กันในนามของ วินายก และกันคิเนน ในประเทศเนปาลในปัจจุบันนี้ ศรีคเณศก็ได้รับการกราบไหว้บูชาในฐานะเป็นวินายก, ในญี่ปุ่น ท่านคาโบไดอิชิ ผู้คงแก่เรียน ได้เผยแพร่คำสอนของการบูชาศรีคเณศ, ในประเทศไทย ศรีคเณศ ได้รับการยกย่องบูชาเป็นอย่างมาก, ในประเทศอิยิปต์ เฮอเมสนักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ได้ตั้งชื่อศรีคเณศว่า อีอิกตัน จากการค้นคว้าทั่ว ๆ ไป มันเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า เทพเจ้าอีอิกตันไม่มีอะไรอื่นนอกจากศรีคเณศ ในประเทศอินเดีย การมงคลต่าง ๆ ได้มีการเริ่มต้นขึ้นหลังจากการบูชาศรีคเณศแล้วเท่านั้น
แม้ว่าศรีคเณศ เป็นที่รู้กันว่ามีชื่อต่าง ๆ กันถึง 12 ชื่อ แต่ชื่อที่เป็นที่นิยมกันเป็นส่วนมาก ก็คือคณปติ ชื่อสองชื่อเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสูงส่งของพระองค์อย่างเห็นได้ชัดมาก
คำว่า “คเณศ” หมายถึงเทพเจ้าของคุณทั้งหลาย (คุณสมบัติที่ดี) พระองค์เป็นเทพเจ้าของคุณสมบัติทั้งหมด คำว่า “คณาปติ” ก็เหมือนกัน เป็นที่รองรับของคุณสมบัติทั้งหมด ในยชุรเวทก็เหมือนกัน มันได้ปรากฏชัดแจ้ง เมื่อถูกกล่าวถึงว่า “คณนฺ อนตวา คณปติ หวมเห” หมายถึงว่า โอพระเป็นเจ้า เจ้าแห่งคุณสมบัติทั้งหมด เราขออ้อนวอนต่อพระองค์
รูปร่างของพระคเณศนั้น มองดูประหลาดมาก บุคคลทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ไม่เข้าถึงความลับของรูปร่างอันประหลาดนี้ ไม่สามารถที่จะให้การนิยมชมชอบได้ อันที่จริงแล้ว ส่วนแต่ละส่วนของร่างกายของพระองค์ ได้สอนบทเรียนหลาย ๆ อย่างแก่มนุษย์
พระเศียร
พระเศียรที่มีลักษณะเป็นช้าง มีดังนี้
สมองของช้างนั้นใหญ่มาก ไม่เหมือนกับกวาง หมี เป็นต้น ช้างจะไม่โจมตีสัตว์อื่น ๆ โดยไร้ความหมาย นักจิตวิทยา ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วว่า ถ้าบุคคลประสงค์จะทำความก้าวหน้าแต่ตนเอง เขาไม่ควรทะเลาะวิวาทกับคนอื่นโดยไม่จำเป็น บุคคลไม่ควรหน้ามืดตาลายกับด้วยทรัพย์สมบัติ กับด้วยความแข็งแรงและอำนาจ และไม่ควรทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่น ๆ โดยไร้สาเหตุ บุคคลใดที่กระทำเช่นนั้น บุคคลนั้น ย่อมจะสูญเสียความรักของทุก ๆ คนไปเรื่อย ๆ และแน่นอนศีรษะของเขาจะลงต่ำ และการโกหกของเขาก็กลับไร้ประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติ
ช้างเหมือนดวงตา
คุณสมบัติของดวงตาช้างก็คือว่า ช้างมองเห็นวัตถุทุก ๆ ชนิด ในขนาดที่ใหญ่มากมากกว่าคุณสมบัติจริง ๆ ของวัตถุนั้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเล่า เพราะช้างมีเลนซ์ในดวงตาที่ขยายออกเกินความจริง และมีพลังอำนาจมาก ฉะนั้น ช้างจึงเห็นว่าบุคคลอื่นทุก ๆ คนใหญ่กว่าตัวเขาเองมาก และดังนั้น มันจึงไม่รบกวนเขา หรือชอบทะเลาะ กับสัตว์อื่น ๆ ถ้า บุคคลใด ๆ คิดพิจารณาผู้อื่นว่ายิ่งใหญ่กว่าตัวเขาเอง บุคคลนั้นก็จะไม่หยิ่งยะโสกับความยิ่งใหญ่ของตัวเขาเอง บุคคลควรให้ความเคารพแด่คนอื่น ๆ ทุก ๆ คน และไม่ควรดูถูกคนอื่น ๆ ไม่ว่าเขาจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าเขายากจนหรือร่ำรวย ในเวลาเดียวกัน บุคคลไม่ควรคิดพิจารณาตัวเขาเองว่าต่ำต้อย แต่ควรเป็นคนสุภาพอ่อนโยนต่อทุก ๆ คน
ช้างเหมือนหู
คนผู้ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี มีนิสัยพูดมุสา และพยายามก่อกวนและทะเลาะวิวาทกับเพื่อนแท้ กับพี่น้องหรือมารดาบิดา แต่บุคคลควรจะมีสมองและดวงตาเช่นเดียวกับช้าง และไม่ควรพูดเท็จและพูดเหลวไหล เมื่อบุคคลยึดเอาคำพูดเท็จเป็นที่ตั้งแล้วเขาจะไม่รู้สึกตื่นเต้นต่อการกระทำของเขาแล้วจะไม่ทำให้ตนเองเจริญโดยการกระทำเช่นนั้น เพราะเขาจะทำลายความเป็นมิตรแท้และทำลายความรักที่แท้จริงให้ขาดสะบั้นลง
ช้างเหมือนงวง
การที่ช้างมีงวงยาว หมายถึงว่า ได้รับความนับถืออย่างมาก อันนี้บอกให้เรารู้ว่า บรรพบุรุษของเรา ผู้ได้ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติและส่วนรวมมาหลายชั่วอายุคน ได้มีความเสียสละมาก เพื่อให้เกิดความเคารพนับถือเป็นอันมากต่อประเทศชาติของเรา และเราควรเชื่อมั่นได้ว่า เราจะรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติศักดิ์อันสูงส่งของประเทศของเราไว้เหมือนงวงช้าง
ช้างเหมือนกับฟัน
เป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่า ช้างมีฟันอยู่สองแบบ แบบหนึ่งนั้นสำหรับเคี้ยวกินอาหาร และอีกแบบหนึ่ง มีไว้ประดับเท่านั้น อันนี้ชี้ให้เราเห็นว่า บุคคลสามารถจะได้รับผลสำเร็จในชีวิตนี้เท่านั้น ถ้าเขาสามารถเข้าใจ และรู้จักแยกแยะระหว่างมิตรแท้และมิตรไม่แท้ออกจากันได้ หลังจากรู้ความชั่วของมิตรนั้นแล้ว เขาควร พยายามรักษาความเป็นมิตรเอาไว้ แต่ในเวลาเดียวกัน เขาควรค้นหาวิธีการที่จะกำจัดความชั่วของเขาผู้นั้น แต่ไม่ใช่คนชั่วคนนั้น
ช้างเหมือนกับลิ้น
ช้างไม่เคยเอาลิ้นของมันออกมาข้างนอกเลย เว้นเสียแต่ว่ามันดูดน้ำเข้าไปภายในปากของมันเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน บุคคลควรจะชั่งดูน้ำหนักของคำพูดของเขาให้เห็นชัดเจนเสียก่อน ก่อนที่เขาจะพูดออกมา และจะอุทานคำพูดนั้นออกมา ว่าต่อเมื่อเขาพิจารณาเห็นคำพูดเหล่านั้นอย่างรอบคอบแล้ว คำพูดที่พูดออกมากับด้วยความคิดที่ใตร่ตรองแล้ว ย่อมมีประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยทั่วไป แต่คำพูดที่ปราศจากความคิดนึก ย่อมเป็นอันตรายแก่คนอื่น ๆ ทั่วไป
ช้างเหมือนท้อง
กล่าวกันว่า ท้องที่เล็กนั้นไม่สามารถย่อยข่าวสารทั้งหมดได้ บุคคลอุทานคำพูดออกมาทั้งหมดโดยที่ไม่คิดพิจารณาว่าจะเหมาะหรือไม่เหมาะ อันนี้ทำให้เกิดโรคภัยอันตรายมากมายแก่ผู้พูด แต่ถ้าเขามีท้องใหญ่ มันสามารถที่จะย่อยข่าวสารทุกชนิดได้ ไม่ว่าดีหรือชั่ว ท้องใหญ่แสดงให้เห็นว่า มันไม่จำเป็นที่จะมีท้องใหญ่อย่างนี้ แต่เรามีคุณสมบัติที่มีความคิดไตร่ตรองและแยกแยะชั่วดีออกไปซึ่งเหมือนกับ
ท้องใหญ่
พระคเณศมี 4 กร
ศรีคเณศ ที่แสดงไว้นั้น มี 4 กร คือ กรด้านขวาข้างบน พระองค์ทรงถือฆ้อนซึ่งแสดงให้เห็นว่า เราควรควบคุมอายตนะของเราอย่างเต็มที่ ถ้าเราไม่ควบคุม เราไม่มีอำนาจที่จะอดทน และเมื่อปราศจากอำนาจ แห่งความอดทนดังกล่าวนี้แล้ว เราจะกลับขลาดกลัวในเรื่องอุปสรรคเล็กน้อย ๆ ดังนั้น เราจึงไม่สามารถที่จะทำชีวิตของเราให้ก้าวหน้าได้ แต่ถ้าเราควบคุมอายตนะของเราไว้ได้ แน่นอน เราจะได้รับความสำเร็จในชีวิต
กรด้านขวาที่อยู่ข้างล่าง คือ ท่าทางของการให้พรให้ความสุข อันนี้แสดงถึงว่า ทุกๆ วันเรควรมีความรู้สึกถึงความดีงามที่ประเสริฐกว่าของเพื่อน ๆ ของเรา มือของเราควรยกขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ๆ เสมอ แต่อย่าได้คิดหรือมีความรู้สึกในการทำลายคนอื่น ๆ อย่างเด็ดขาด
กรทางด้านซ้ายคือกรที่สามนั้น ทรงถือดอกบัว เป็นการสอนเราว่า จงเป็นคนสุภาพอ่อน
โยนและซื่อสัตย์สุจริต
กรทางด้านซ้ายคือกรที่สี่ (กรที่ต่ำลงมาจากกรที่สาม) ทรงถือขนมหวาน (แลททู) มันเป็นการสอนเราที่เรารู้จักใช้วาจาอ่อนหวานดังเช่นขนมหวาน ในการเจรจากับผู้
อื่น
หนูเป็นพาหนะของพระศรีคเณศ
พระศรีคเณศ ทรงใช้หนูเป็นพาหนะของพระองค์ หนูหมายถึง คำพูดที่สูญเสียเปล่า หนูทำลายสิ่งที่มีค่า เช่น เสื้อผ้า หนังสือ ข้าวกล้า เป็นต้น โดยปราศจากจุดมุ่งหมายใด ๆ ในทำนองเดียวกัน บุคคลที่ปราศจากจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง และพยายามที่จะโต้แย้งกับกฏเกณฑ์ที่ได้วางไว้ดีแล้วของสัจจะของพระเป็นเจ้า ดังนั้น กับด้วยคำพูดที่เหลวไหล ความภักดีและศรัทธาของเขาผู้นั้นที่มีต่อพระเป็นเจ้าของเขา ก็เริ่มลดน้อยถอยลง แล้วเขาก็น้อมไปเพื่อความตกต่ำ และผลที่เกิดขึ้นแก่เขาเองก็คือความหายนะ ฉะนั้น ถ้าบุคคลประสงค์ที่จะรู้แจ้งพระเป็นเจ้าเขาควรจะมีสติตื่นอยู่เสมอ และขจัดคำพูดที่เหลวไหลออกไปเหมือนกับหนู
การบูชาพระศรีคเณศที่แท้จริงก็เพื่อปรับเอาคุณสมบัติทั้งหมดซึ่งแสดงออกถึงในกรทั้งสี่เข้ามาไว้ในตน
****
จาก
ศรีมณเฑียร ทรรศน์
ขอขอบคุณ
สมาคมฮินดูสมาช